Do, A deer a female deer....

posted on 31 Dec 2012 11:41 by tunnylifehere


แด่วันคริสมาสที่รัก........

…Do, A deer a female deer…

เสียงทำนองเพลงในคืนวันอันหนาวเย็น บทเพลงเสนาะผ่านค่ำคืนแห่งเสียงหัวเราะ ไก่งวง และกล่องของขวัญ

แสงไฟดวงน้อยจากต้นคริสต์มาส สว่างไสวราวกับหิ่งห้อยในหมู่แมกไม้ ราวกับภาพที่สวยงาม ดั่งความฝันในวัยเยาว์...

...ดั่งความฝันในวัยเยาว์...

.

เตาผิงในบ้านหลังเล็ก ส่งความอบอุ่นไปทั่ว ภายในกลับปรากฏบริเวณที่แสนกว้างขวางคาดกับสายตา จากห้องหนึ่งสู่ห้องหนึ่ง จากประตูสู่หน้าต่าง จากบันไดสู่หลังคาบ้าน ช่างไกลเกิน...

...กว่าจะอยู่คนเดียว

.

…Do, A deer a female deer…

เสียงทำนองเพลงในคืนวันอันเหน็บหนาว บทเพลงไพเราะผ่านหูของชายหนุ่มไป คงไม่มีใครทันสังเกตเห็น ดูเหมือนเค้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นซักพักแล้ว หรือบางทีคงนานจนไม่มีใครนึกสงสัย

..สายตาที่ครุ่นคิดอยู่ภายใน แต่กลับจับจ้องอยู่ภายนอก หารู้ถึงเป้าหมาย บางทีอาจเป็น ต้นไม้ ปุยหิมะ เด็กน้อยมากมาย หรือบางทีเพียงแค่มอง..

.

.

...อย่างไร้จุดหมาย

.

“สุขสันต์วันคริสต์มาส”  เสียงของสาวน้อยทำลายความเงียบลง

“สุ ข สั น ต์ วั น ค ริ ส ต์ ม า ส ส ส “ เจ้าของเสียงกล่าวอย่างเน้นเสียงอีกครั้ง

“อ่ะ! เช่นกัน..” ชายหนุ่มโต้ตอบออกไป

ในเมื่อไม่มีความสนทนาต่อ เธอจึงผลัดออกไปอย่างรวดเร็ว

.....

....

..

.

17 ปีก่อน..ปัจจุบัน

อุแว้!  อุแว้!  อุแว้!

เสียงของเด็กหนุ่มนามว่า โด เปล่งเสียงขึ้นในวันที่หนาวเกินกว่าเด็กน้อยจะทนไหว ความเย็นในคืนนั้น พัดพาเด็กน้อยสู่ประตูของบ้านแห่งหนึ่ง บ้านซึ่งพ่อแม่มัก “ไม่มีทางเลือก”

บานประตูไม้ขนาดใหญ่ถูกเปิดออก เสียงเอี๊ยดอาด กลบเสียงร้องของเด็กน้อย เหลือเพียงความรู้สึกที่ราวกับน้อยใจในโชคชะตา

โด เติบโตท่ามกลางเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ด้วยความที่เป็นเด็กผู้ชาย การทะเลาะระหว่างกันจึงหนีไม่พ้น

โด เป็นเด็กขี้โมโห ไม่เคยฟัง หรือยอมใคร ทุกคนมักจะกวนประสาทด้วยการล้อเลียนชื่อของเค้า ไม่มีใครรู้ที่มาของ โด แม้แต่ชื่อของเค้า มีเพียงเสียงเพลงในวันคริสต์มาสที่ดังขึ้นไปพร้อมกับเสียงร้องในคืนนั้น

.

.

ต่างจาก เดียร์ เด็กสาวที่รักวันคริสต์มาสเป็นชีวิตจิตใจ เธอเกิดในบ้านหลังเดียวกัน ภายหลังที่แม่ของเธอจะหนีออกไปไม่นาน เธอก็ถูกส่งงกลับมาในบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกครั้ง ช่างเหมือนชะตาเล่นตลก

สาวน้อยเป็นเด็กที่นิสัยอ่อนโยน ใจดี แต่กลับไม่เคยยอมแพ้ต่ออะไรก็ตามที่เห็นว่าผิด ภารกิจหลักของเธอจึงเป็นการวิ่งไล่ตีกลุ่มเด็กผู้ชายที่ชอบมาวิ่งไล่เตะหมาแถวบ้านอีกที

เธอมักพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาเสมอ ๆ ว่า “ทุกชีวิตมีค่าในตัวของมันเองนะ” นั่นทำให้เธอปกป้องทุกชีวิตที่ถูกกลั่นแกล้งเสมอมา

.

...เป็นธรรมดาที่ โด และ เดียร์ จะเป็นคู่ปรับกัน โดเป็นหนึ่งในเด็กที่ชอบไล่เตะหมา และแน่นอน เดียร์ จึงเป็นหนึ่งในเด็กที่ชอบไล่เตะ โด

.

ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน เรื่องราวของเด็กทั้งสองจึงมีส่วนประกอบของเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันเสมอ

...ความรู้สึกก็เช่นเดียวกัน

….

..

.

2 ปีก่อน... ปัจจุบัน

ราวกับเพียงชั่วนิทาน 1 บท เด็กหนุ่มได้กลายเป็นชายหนุ่ม โด ยังคงไม่เกรงกลัวใคร และสร้างปัญหามาตลอด เค้าช่างสนุกกับสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ทุกคนล้วนเอือมระอากับการกระทำและไม่อยากที่จะเข้าใกล้ มีเพียง เดียร์ ที่ยังอยู่เพื่อทะเลาะกับ โด

“เราว่านายไม่ใช่คนแบบนี้นะ” เดียร์กล่าวปรามหลังจากที่เค้าเริ่มโยนก้อนหิมะที่ใส่คนแก่ที่เดินผ่านไปมา

“เธอจะสนใจด้วยหรอ” เค้าโต้กลับ

“อย่างน้อยแววตานายก็ไม่ใช่” เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป

ราวกลับมีมีดแหลม ๆ พุ่งเข้าที่หัวใจ

.

...เบื้องหน้าที่เห็นหาใช่จิตใจของเค้าหรอกหรือ การกระทำที่ปกปิดเรื่องราวที่บาดหัวใจมาตลอด หรือแท้จริงเค้าเพียงแค่เรียกร้อง...

.

.

…Do, A deer a female deer…

เสียงทำนองแห่งค่ำคืนที่แสนเหงา โด ยังคงนั่งกอดเข่าอยู่ข้างหน้าต่าง เตาผิงที่แสนอบอุ่น ทำได้เพียงให้อุ่นกาย หากไม่อุ่นใจเลยซักนิด

คืนคริสต์มาสคืนนี้ คงไม่ต่างจากคืนอื่น ๆ ก็แค่ แสงไฟ กล่องของขวัญ อาหารอร่อย ๆ ก็แค่นั้น กับความรู้สึกที่ว่างเปล่า จะมีอะไรเข้ามาเติมเต็ม และความรู้สึกที่กำลังจะเอ่อล้นละ จะมีสิ่งใดเข้ามาปลดปล่อย

 

ภายใต้อากาศที่หนาวเย็น ภายใต้เสียงหัวเราะ ภายใต้ที่นั่งข้างหน้าต่าง กล่องของขวัญใบน้อยถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี..

.

“นี่นายจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น

“ก็จนกว่าวันนี้จะหมดไปละ” เค้าตอบส่ง ๆ

“นายนี้น่าเบื่อชะมัดเลย”

“ไหนละของขวัญของฉัน” สาวน้อยกล่าว

“ไม่มีหรอก”  “ใครจะไปให้คนน่ารำคาญอย่างเธอ”

ช่างปากไม่ตรงกับใจ สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มปฏิเสธมาตลอดคงเป็นใจของตนเอง ที่เรียกหาแต่ความรู้สึกจากหญิงสาว

.

.

.

5 ชั่วโมงก่อน.. ปัจจุบัน

ชายหนุ่มเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เอ่อล้นอยู่ข้างใน ของขวัญ ดอกไม้ ชุดหล่อ ค่ำคืนนี้ ค่ำคืนที่มีความสำคัญกับเธอ และอาจเป็นคืนที่เค้ารอคอย

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร เค้าก็พร้อมที่จะยิ้มให้กับเธออีกครั้ง

.

.

.

เค้านั่งรอเธอที่ข้างหน้าต่าง ครุ่นคิด รวบรวมความกล้า และความคิด เวลานี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งกล่องของขวัญรูปหัวใจห่อด้วยกระดาษสีฟ้าที่เธอชอบ

...เพียงแต่...

...กล่องของขวัญใบนั้นหายไป...

 

“นายไม่มีของขวัญให้ฉันจริง ๆ หรอ” สาวน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงปนน้อยใจ

“อืม” ชายหนุ่มกลั่นใจตอบ

“งั้น..” หญิงสาวกล่าวพร้อมหยิบของบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง

“หัวใจเล็กสีฟ้านี้.. ก็คงต้องตามหาเจ้าของต่อไปละ”

“ห๊ะ!!!” ชายหนุ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่ “ของเรานิ”

“ฮ่าๆ นั้นไงๆ ไอ้รสนิยมแบบนี้แหละนา เดาไม่ยากจริง ๆ” สาวน้อยร่าเริงไปกับชัยชนะเล็กๆ

“จะเอาไปให้ใครหรอ พ่อหนุ่มนักรัก”

“ให้เธอแหละ” เค้าตอบอย่างไม่รีรอ

เธอหน้าแดงในทันที “ให้ฉันหรอ”

“อืม” เค้ายิ้ม

.

.

.

...เธอก็เช่นกัน

.

.

…Do, A deer a female deer…

เสียงเพลงแสนไพเราะด้วยรอยยิ้มของหนุ่มสาว บรรเลงท่ามกลางความรักที่ก่อเกิด ก่อนจะเริ่มบทเพลงท่อนต่อไป ขอให้เพลงนี้...

...

...บรรเลงชั่วนิรันดร์


___________________________________________________________________________

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดของ Twitteen Project >> Sound Of Music ตามลิงค์นี้

 

edit @ 31 Dec 2012 12:11:22 by tunny

พักผ่อน... กันเถอะ

posted on 09 Jun 2012 14:18 by tunnylifehere

สุดสัปดาห์คงเป็นวันที่หลาย ๆ คนรอคอยเลยทีเดียว

แต่สำหรับผม .. ผมไม่ชอบวันหยุดเลย

.

.

.

จริง ๆ แล้ว ผมโกหกน่ะ ใครบ้างจะไม่ชอบวันหยุด เพียงแต่...

 

.

.

.

ผมมักมีคำถามมากมายอยู่ในหัว

ผมจึงจินตนาการไม่ออก หากวันรุ่งขึ้นผมหมดสิ้นคำถามกับทุกสิ่งแล้ว โลกจะไม่น่าอยู่แค่ไหน

 

การพักผ่อนในวันสบายของใครบางคน น่าจะเริ่มขึ้นพร้อมแสงอาทิตย์ที่บรรจงเล็ดลอดมาทางหน้าต่าง

บางขยับตัว บางลุกขึ้น บางนอนต่อ

 

กลับกันที่ยามเช้าของใครอีกบางคน จึงพบเจอแต่ความเร่งรีบ ว่องไว เกินกว่า แสงแรกจะสัมผัสกาย

.

.

.

สำหรับผม ผมชอบที่จะให้สายลมเข้ามาก่อน ในยามค่ำคืน ผมมักจะนอนพร้อมเปิดหน้าต่าง และผ้าม่านทิ้งไว้

เพื่อเชื้อเชิญยุงให้เข้ามาทักทายในบางครั้ง

 

เช้าวันหยุดพักผ่อนของผม จึงเริ่มด้วยรอยคันบริเวณขาซะมากกว่า

 

ผมพยายามที่จะถามไถ่ผู้คน เพื่อนฝูง ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันพักผ่อนของพวกเค้า

 

แน่นอนว่ากิจกรรมแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน

 

บ้างก็กลับบ้าน

บ้างก็ไปกับแฟน

บ้างก็ดูหนัง ฟังเพลง

เที่ยวต่างจังหวัด

 

บ้างก็บอกว่า ถ้าว่างก็ไม่ทำอะไร (เพราะทำก็จะไม่ว่างสินะ)

ช่างเป็นกิจกรรมที่ไม่มีความดึงดูดใจผมเอาซะเลย...

.

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือ ผมเห็นถึงความสุขเล็ก ๆ ผ่านกิจกรรมเหล่าใน

 

“วันหยุด พักผ่อนนอนตีพุง”

“สบายใจจัง มาเที่ยวอีกละ”

“ชีวิตต้องการทะเล ทะเล้ ทะเล”

 

ความสุขเล็ก ๆ กับมุมมองที่ไม่เหมือนใคร มุมที่เราต่างสร้างขึ้นมาเอง

มุมที่ไม่เหมือนใคร และอาจไม่มีใครที่รับรู้ได้

 

ผมเองก็มีความสุข มีความสุขกับวันเสาร์ที่แสนเหนื่อยหน่าย มีความสุขกับการไม่มีอะไรทำ และมีความสุขที่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ยังคงรออยู่

 

แด่วันเสาร์.. ที่แสนง่วงง เฮ้ออ~อ.... ~..หาวววว~

นอนกลางวันดีฟ่า~

-w-

เรื่องราว...ที่ไม่เคยจบ

posted on 03 Jun 2012 16:33 by tunnylifehere

ความรู้สึกที่เหมือนกับมีผีเสื้อบินวนอยู่เต็มท้อง..

 

จะมีสักกี่คนที่จำความรู้สึกเช่นนั้นได้

หากยังจำกันได้ หลายคนคงเข้าว่าผมหมายถึงความรู้สึกแบบไหน

.

.

.

 

นานแล้วนะที่ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งนี้

.

หลังจากที่ผมปล่อยเรื่องราวให้หายไป

 

...จากความทรงจำ

.

.

.

 

ย้อนเรื่องราวไปยังชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ทุกอย่างรอบกายล้วนเฉกเช่นความไม่มีอะไรของเค้า

เค้าชอบที่จะเดิน เดินไปยังปลายที่ไม่รู้จักมาก่อน การเดินจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เค้ารู้สึกว่า เค้าช่างกลมกลืนไปกับรอบกาย ช่างเป็นความธรรมดาที่สุดที่เค้าจะพึงมีได้

บ้างก็เห็นว่าติส บ้างก็บอกว่าเพี้ยน

 

ที่จริงคงเป็นเส้นบางๆ ระหว่างสองสิ่งนี้มากกว่า

 

น่าแปลกที่ใครหลายๆ คนเลือกที่จะฟังความหมายของชีวิตจากชายคนที่ไม่มีแม้แต่เรื่องที่จะทำให้หัวใจเต้นได้ผิดจังหวะ

คงเป็นนิสัยที่ชอบเฝ้ามองจึงทำให้เค้ามักเข้าใจในพื้นฐานของจิตใจคน

 

ความริษยา

ความหลงตัวเอง

ความเห็นแก่ตัว

ความมีน้ำใจ

ความรัก

.

.

.

 

สิ่งที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดแต่ทำได้ยากที่สุดคงเป็น ความรัก

 

หลายสิ่งเกิดขึ้น บ่อยครั้งที่คนละเลยที่จะสนใจ แม้เศษเสี้ยวของเนื้อหาเล็กๆ

จะมีใครสนใจความริษยาจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หาไม่คนเป็นเพียงความกล่าวถึงแล้วจบลงในพริบตา

 

หากแต่ไม่เหมือนกับความรัก.. ที่รายละเอียดมักฝังตำให้จิตใจ

 

เข้าใจแต่ทำยากที่สุด

 

ชายหนุ่มได้มีโอกาสเฝ้ามองความรัก หลายต่อหลายครั้ง

ทั้งที่สร้างเอง และจากคำกล่าวต่าง ๆ

 

โดยมากวิถีแห่งความรักนำมาซึ่งความสุขเสมอ แต่กระนั้นแล้ว ความรักจำต้องมาพร้อมๆ กัน

 

ชายคนนั้น เคยกล่าวไว้ว่า หากวันใดเราวิ่งตามความรัก เมื่อถึงวันที่เราตามทัน เราจะพบว่าตัวเองมีแต่ความเหนื่อยล้า และหมดแม้แรงจะก้าวเดินต่อ

 

แต่หากวันใดที่เราเพียงเฝ้ามองและรอคอยมัน ความรักจึงจะวิ่งเข้าหา..

.

ไม่จริง...

 

ความรักไม่เคยวิ่งเข้าหาใคร เพียงแต่มีคนสองคนที่นำพาความวิ่งมาพบเจอกันในเวลาเดียวกันต่างหาก

 

เมื่อคราที่คนที่เป็นเพียงนักทฤษฎีแห่งความรัก ได้มาพบความเป็นจริงของสิ่งนี้

ก็ไม่ต่างอะไรกับ เด็กน้อยคนหนึ่ง ไร้เดียงสานักเมื่ออยู่ต่อหน้า ความรัก ที่ยากหยั่งถึง...

.

.

.

 

การเล่นกับจิตใจของตัวเองแม้นว่ายาก นับประสาอะไรกับ การเล่นกับจิตใจที่ไม่ใช่ของเรา

 

ความแปลกอย่างหนึ่งกล่าวว่า ความเข้าใจ และความใส่ใจ ต่างหาก คือความรักที่แท้จริง

 

หากเราเข้าใจในอาหารมื้อหนึ่งของวัน สรรหาด้วยความใส่ใจในผู้ที่กิน เท่านี้จะกล่าวได้หรือไม่ถึงความรักที่มีต่อคนรอบข้าง

หากเราสองเข้าใจและใส่ใจ สองสิ่งนี้คงทำให้ความรักยั่งยืน

 

เพียงแต่ความรักมักเกิดขึ้นเร็วกว่า ความเข้าใจและความใส่ใจจะตามทัน

.

.

.

 

 

 

 

อย่างที่เค้าว่า กว่าสองเราจะเข้าใจก็คงสายไปสินะ

.

.

.

ปล. ไม่ได้เขียนเรื่องแบบนี้มานานแล้วแหะ

ปล.2 หวังว่าความเข้าใจจะตามมาทันนะ

edit @ 3 Jun 2012 16:50:22 by tunny

บอกลา... สวัสดี

posted on 28 May 2012 19:13 by tunnylifehere

หากสิ่งที่แน่นอนที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนที่สุดฉันใด

 

 

แล้วจิตใจที่ว่าห่างไกลความแน่นอนละ จะเปรียบอันใดได้

 

.

.

.

 

อีกเกือบปีผ่านไปกับการทำงานให้บริษัทที่หลายคนมองว่า...

 

....มีชื่อเสียง โดดเด่น มั่นคง โชคดี

 

อะไรเล่าคือความที่ผู้คนตัดสิน

 

บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้มาจากการตัดสินเพียงการเฝ้ามอง

 

สื่อโฆษณา สื่อโทรทัศน์ ป้ายป่าวประกาศมากมาย

 

ภาพพจน์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมุมมองที่ปลุกฝังได้

 

.

.

.

 

ครั้งหนึ่งผมเคยวาดฝันกับสิ่งต่าง ๆ ไว้มากมาย

 

ความฝันถูกพาไปเกี่ยวข้องกับตัวหมากต่าง ๆ หลายชนิด

 

งาน เงินเดือน ครอบครัว เพื่อน เส้นทางระหว่างทาง

 

ตัวหมากที่มักใช้ในการไปให้ถึงฝัน คงหนีไม่พ้น งานและเงินเดือน

 

ใช่แล้วละ งานนำมาซึ่งเงิน และเงินนำไปสู่ฝัน

 

 

แต่คงไม่ใช่ผม..

 

 

ผมมักเอาครอบครัว และระหว่างทางเป็นที่ตั้ง

 

หากงานทำให้ครอบครัวหายไป ผมคงต้องแยกจากกัน

 

หากเงินทำให้ครอบครัวปั่นป่วน ผมก็ไม่จำเป็นต้องมีเพิ่ม

 

 

 

15 พฤษภาคม จึงกลายเป็นวันที่ผมต้องแยกทางกับบริษัทแห่งหนึ่ง

 

ความฝันเรียกร้องให้ผมต้องเดินต่ออีกแล้ว

 

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มีสัญญาณบอกให้ผมเริ่มขยับอีกหน

.

.
.

 

ผมตัดสินใจไม่ยากเลย...

 

.

.

 

 

เดาไม่ยากเช่นกันที่จะมีการสั่งเสีย เลี้ยงส่งกันโดยคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะนำผมไปสู่กลุ่ม ไปสู่คำว่า "เพื่อน"

 

 

7 เดือน ที่ผมปิดกั้นการนำพาจากพวกเค้า...

 

เส้นทางของผมสั่งสอนให้ผมอยู่คนเดียวมากกว่า

 

ทำไมผมต้องไปพยายามทำอะไรมากมาย ผมชอบที่จะอยู่คนเดียวกับเสียงเพลง และสายลมบนท้องถนน

 

 

เท้าซ้ายก้าวนำ เท้าขวาเร่งแซง ตามแต่ใจต้องการ ตามแต่จังหวะที่จะคิดสรร

 

....

 

น่าเสียดาย

 

.

.

.

 

ที่จังหวะการเดินของผม ความสุขมักก้าวไม่ค่อยทัน

 

ผมเคยลองหยุดรอ... แต่ดูเหมือนเจ้าความสุขจะหลงทางไปซะแล้ว

 

.

.

.

 

วันหนึ่ง...

 

 

ผมได้ปรับจังหวะการเดิน ซ้ายก้าว ขวาตาม ส่งเสียงบอกจังหวะไปพร้อมกับสิ่งรอบกาย

 

ผมกลับรับรู้ถึงรอยยิ้มบางอย่าง...

 

รอยยิ้มที่เกิดขึ้นในขณะที่มีแต่ความวุ่นวาย

 

รอยยิ้มที่เปล่งออกมาในขณะที่หลงอยู่ในความโกลาหลที่ว้าเหว่ที่สุด

 

รอยยิ้มที่ไม่ต้องแม้เพียงการขยับมุมปากซักเล็กน้อย

 

.

.
.

.

 

เส้นทางระหว่างทางของผมแลดูสวยงามขึ้นนะ

 

อย่างที่ผมบอก..เส้นทางระหว่างทาง เป็นสิ่งที่กำหนดเส้นทางความฝัน

 

 

แม้บางครั้งสิ่งหนึ่งที่สวยงามแต่เรากลับต้องจากไป

แม้บางครั้งสิ่งหนึ่งที่พึ่งเกิด หากแต่กลับไม่ได้ร่วมทางกัน

แม้บางครั้งเราต้องจำจากทั้งหมด...

 

 

"แม้บางครั้งสิ่งหนึ่งจะพึ่งเกิด..."

.

.

 

ผมไม่เคยนึกเสียดายกับการตัดสินใจ

 

พรหมลิขิตคงมีวิธีการของตัวเอง

 

และอีกครั้งที่ผมก็คิดเช่นนั้น..

 

หากแต่..

 
 

 

 

 ผมคงคิดถึงใครบางคนไม่น้อย

.

.

.

 

ลาก่อน...

 

 

edit @ 28 May 2012 20:13:59 by tunny

ยินดีต้อนรับครับ...

posted on 02 May 2012 19:36 by tunnylifehere

"สวัสดีครับ"


...

...

...

 

 

เสียงเสนาะหูดังขึ้น พร้อมกับประตูบานกระจกที่ถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ

 

 

"มากันกี่ท่านครับ"     ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

 

 

"เอ่อ... 4 ครับ"      เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างเกรง ๆ

 

 

"งั้นเชิญริมหน้าต่างละกันครับ มองเห็นวิวผู้คนเดินไปมา ผมว่าเพลินดี"

ชายหนุ่มกล่าวอีกครั้ง พร้อมนำทางไปยังจุดหมาย

 

.

.

.

.

.

 

 

"เอ้า... ทำไว ๆ หน่อย ดูแลความสะอาดด้วย อย่าทำลวก ๆ ตั้งใจ ๆ

เฮ้ย ! ทำไมเอามือปาดวะ !

เอ็งอะ เทน้ำซอสเยอะเกินไปแล้ว"

 

หัวหน้าพ่อครัวเริ่มโวยวายอีกครั้งหลังจากที่พ่อครัวคนหนึ่งทำผิดใจ ผิดสายตาของเค้ามากเกินไป

 

หม้อขนาด 32 นิ้วจำนวนหนึ่งถูกเรียงรายอยู่บนเตาแก๊ส เพื่อรอน้ำเดือดจนได้ที่

เส้นพาสตามากหน้าหลายตาเรียงร้อยลงสู่ก้นหม้ออย่างรวดเร็ว

 

สปาเกตตี...

มักกะโรนี...

 

ลิงกวีเน...

 

ฟูซีลี...

 

เปนเน...

 

 

อีกมุมหนึ่งยังมีแม่ครัวตัวเล็ก ๆ บรรจงตระเตรียมเครื่องผักนานาชนิด

มะเขือเทศ บล็อกโคลี แครอท ข้าวโพดต้ม ถั่วลันเตา กระหล่ำม่วง พริกชี้ฟ้าแดง พริกชี้ฟ้าเหลือง

ล้วนถูกทำให้มีขนาดที่สวยงามตลอดจนรูปทรงที่ชวนหลงใหล

 

ไม่ห่างจากกันน้ำซอสชนิดต่าง ๆ ทยอยลงจากเตามาพักไว้ที่จุดพักอาหารร้อน เพื่ออุ่นและรอใส่จานมุ่งหน้าสู่ความสำราญบนโต๊ะอาหาร

.

.

.

.

.

 

“รับอะไรดีครับ”      ชายหนุ่มถาม

 

“เอ... ร้านนี้พึ่งเปิดหรือค่ะ”   สาวน้อยหน้ามนไขข้อสงสัย

 

 

“เป็นเพียงการลองตลาดน่ะครับ ยังไม่ได้เปิดเป็นทางการ”  ชายหนุ่มกล่าววาจา

 

“ร้านดูโปร่งโล่งสบายดีนะค่ะ บรรยากาศสีขาวตัดกับลำไพรสีเขียวขจี” หญิงสาวอีกคนไม่รอช้าที่จะเสริม

 

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มแทนคำตอบ

 

“แล้วจะต้องสั่งยังไงบ้างครับ”    ความหิวทำให้ชายหนุ่มร่างท้วมที่สุดในกลุ่มอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

“เห็นมีเป็นขั้นตอน ๆ ด้วย เลือกเส้น เลือกน้ำซอส เลือกเครื่องเคียง”

 

“อ่า.. ใช่แล้วครับ ร้านเราอยากให้ลูกค้าสามารถเลือกสรรสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ได้ โดยพยายามนำเสนอความแปลกใหม่ ซึ่งเกิดจากพวกคุณเอง”

เจ้าของร้านกล่าวต่อไป

 

“พาสตามีเส้นหลายรูปแบบ และหลายน้ำซอส แต่ละเส้น แต่ละชนิด มีความเหมาะสมต่างกันไป แต่ความเหมาะสม ไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิดว่า จะต้องเป็นแบบไหน เราอาจทานเปนเนกับเพรสโตซอส หรือมักกะโรนีกับซอสขาว นั้นคือความพอใจครับ”

 

“อืมม... แต่หนูไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลยนะ จะจับคู่ถูกได้อย่างไร” หญิงสาวเริ่มกังวล

 

ชายหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนรีบตอบทันใด “นั้นละครับ มันจึงเป็นความพอใจที่ลูกค้าสร้างขึ้นมาเอง”

 

.

.

.

.

 

“ระหว่างนี้ใช้เวลาสร้างสรรค์มื้ออาหารให้สนุกนะครับ อีกสักครู่ ผมจะมารับออเดอร์” ชายหนุ่มพูดจบจึงโค้งหนึ่งที และถอยกลับไป

 

.

.
.

.

 

กริ๊งงง..ง  ง ง ง.ง

 

เสียงประตูเปิดขึ้นอีกครั้ง

 

 

“สวัสดีครับ” เสียงจากเจ้าของร้านยังคงทำงานอยู่เช่นเคย

“มากี่ท่านครับ” ชายหนุ่มกล่าวสืบไป

 

 

“มาคนเดียวครับ มาจองโต๊ะไว้ก่อน” คำตอบเล็ดลอดออกมา หลังจากเสียงประตูเงียบลง

 

“จองไว้ก่อน?”    ชายหนุ่มทวนคำ

 

“จองไว้วันไหนครับ”

 

.

.
.

.

 

 "อีก 3 ปีข้างหน้าครับ"

 

ลงในนาม...

 

“ความฝัน”

.

.

.

 

แสงแดดส่องต้องปลายตา สายลมเหือดแห้งลง ในยามเช้าแห่งปัจจุบัน

...

...

อรุณสวัสดิ์ครับทุกท่าน

 

โชคชะตา...

posted on 30 Mar 2012 17:27 by tunnylifehere directory Diary
...โชคชะตา
 
 
 
 
ไม่ได้มาเขียนบล็อคนานเหลือเกิน
 
และต้องขอสารภาพว่า ไม่ได้เข้าไปอ่านบล็อคท่านอื่น ๆ นานไม่แพ้กันทีเดียว
 
 
คงเป็นเวลาร่วมเดือนที่ไม่มีอะไรที่พิเศษมากมาย
 
หลายคนคงเรียกช่วงเวลานี้ว่า...
 
"เรื่อย ๆ"
 
 
สำหรับผม...
 
ผมให้ชื่อช่วงเวลานี้ว่า "โชคชะตา"
 
ครั้งหนึ่งของเรื่องราวเพียงช่วงเวลาเดียว
 
ผมได้พบความว่างเปล่า... ของชีวิต... ของการงาน... ของคนรอบข้าง
 
 
...ของทุกอย่าง ตลอดจนทุกสิ่ง
 
.
.
.
 
 
สมัยเด็ก ๆ ผมมองสิ่งรอบข้างสูงใหญ่ กว้างขวางซะเหลือเกิน
จะวิ่งออกไปแนวกว้างก็สุดลูกหูลูกตา จะปีนขึ้นต้นไม้ก็ยังห่างไกลยอดฟ้า
 
ความสนุกมักมีอยู่รอบตัวเสมอ
แต่เมื่อใดที่ล้ม บาดแผลก็ช่างเจ็บจนกินใจ
 
อะไรบ้างนะที่ทำให้เรามีความสุข พบปะความทุกข์ ได้พูดคุยกับเสียงร้องไห้ บางครั้งก็ทะเลาะกับเสียงหัวเราะ
 
ผมชอบเวลาที่ยายป้อนข้าวให้ทุกเช้า บางครั้งผมมักจะแอบนอนกินเพื่อให้พ่อดุเล่น ๆ แต่โดนตีจริง ๆ
 
ข้าวไข่ดาวไม่สุกคลุกด้วยซอสพริก และซอสมะเขือเทศ ยังคงเป็นมื้ออาหารที่ผมคิดถึงทุกครั้งจนทุกวันนี้
 
ในบางครั้งผมก็มักวิ่งออกไปเล่นนอกบ้าน ท้าทายเรื่องราวต่าง ๆ...
ซ่อนหาในตอนกลางคืน แสดงท่าทางตลกต่าง ๆ ล้อเลียนการ์ตูนยามเช้า อย่างดราก้อนบอล ประดิษฐ์เสื้อเกราะจากถุงกระดาษ อย่างกับขบวนการ แรนเจอร์...
 
ขนมถุง ขนมปี๊บ ขนมหลอกเด็ก (แน่นอนหลอกผมได้เสมอเลยละ) ยิ่งขนมที่มีของแถม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
 
ยายเป็นส่วนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีทีเดียว
 
.
.
.
 
เมื่อพระอาทิตย์กับพระจันทร์หมุนเวียนกันทำหน้าที่ต่อ ๆ กันมา
 
ความสนุกบางทีก็เปลี่ยนไป เรื่องราวในชีวิตจึงไม่เหมือนเดิม
 
กางเกงขาสั้น เสื้อออกนอกกางเกง เหยียบรองเท้าทับส้น ปากกาด้ามเดียว ถือสมุดรวมทุกวิชา
 
การหลีกเลี่ยงสิ่งที่อยู่ในกฎ เป็นอีกเรื่องที่ไม่ยอมพลาดในการใช้ชีวิตมัธยมซะแล้ว
 
 
ครั้งหนึ่งผมอยากจะสร้างความสุขให้ตัวเองโดยการมาโรงเรียนสาย และเซ็นชื่อมาสายโดยการซุ่มชื่อนักเรียนห้องอื่น ๆ ให้เค้ามาสายแทนเรา
 
แล้วความทุกข์ละ...
 
บอกตามตรง ผมมองไม่เห็นความทุกข์ช่วงนั้นจริง ๆ
 
อาจเพราะความสุขมันเยอะไป หรือผมไม่รู้จักความทุกข์กันนะ...
 
โชคดีในชีวิตวัยนั้น ที่ผมไม่เคยสัมผัส... ยาเสพติด
 
 
.
.
.
 
โชคชะตา นำพาสิ่งต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่เริ่มลืมตาดูโลก ตั้งแต่เราขยับตัว ตั้งแต่เราเริ่มหาว ใครจะรู้... โชคชะตาเกิดได้ทุกที่จริง ๆ
 
อย่างที่ผมเคยบอก..
ไม่เอนทรี่ใด ก็เอนทรี่หนึ่งในนี้ ผมชอบที่จะจมอยู่กับความคิดของตัวเองเงียบ ๆ
 
จมลึกลงไป ลงไป ลงไป แล้วดึงตัวเองขึ้นมาสู่ความสงบเพียงห้วงขณะนั้น และสู่ความวุ่นวายของชีวิตต่อไป
 
 
อะไรกันนะ ที่ทำให้ผมชอบกินข้าวไข่ดาว
อะไรกันนะ ที่ทำให้ผมไม่ยุ่งกับยาเสพติด
อะไรกันนะ ที่พาให้ผมเป็นแบบนี้ถึงทุกวันนี้
 
บางทีมันอาจเป็นเพียงโชคชะตา จากสิ่งที่เริ่มทำ
 
ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นในเพลาที่แสงอาทิตย์จับที่ใบหน้า สายลมพัดผ่านร้านขนมครก ลอยล่องสู่จมูกของตาแก่ที่ชอบเดินรอบหมู่บ้าน ในเวลาเดียวกับที่คนส่งหนังสือพิมพ์วิ่งลงจากรถเพื่อมอบข่าวสารถึงหน้าประตู
 
กิจกรรม เรื่องราว และความคิดพร้อมทำงานอีกครั้ง
 
โชคชะตาพร้อมที่จะเล่นสนุกกับพฤติกรรมแรกของวัน
.
.
.
 
หน้าจอคอม รถเข็น รถกระบะ ผู้คนต่างผ่านเข้ามาในชีวิต และการทำงาน
 
ณ จุดหนึ่ง กับความซ้ำซาก ความเคลื่อนไหวที่แม้แต่หลับตายังไม่พลาดพลั้ง
 
ณ จุดหนึ่ง อีกครั้งที่ความรู้สึกอยู่เหนือความคิด
 
ความว่างเปล่าก่อตัวบนความรู้สึก
 
 
ผมมีความฝัน แต่ผมยังไม่สามารถทำอะไรได้
 
ผมเคยถามตัวเองว่า เราจะต้องรอถึงเมื่อไร
 
ยังไม่ทันได้คำตอบ ก็มีคำถามตามมามากมายเสมอ
 
ค่ารถละ
ค่าใช้จ่ายเกือบทั้งบ้านละ
ค่าใช้จ่ายในชีวิตละ
 
เงินเดือนออกก็เหลือเพียง 15% ในการใช้ทั้งเดือนถัดไป
 
นี้มันอะไรกัน... พนักงานเงินเดือนไม่มาก ตำแหน่งน้องคนเล็กของบ้าน กับความรับผิดชอบที่มากเหลือเกิน
 
ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมต้องแบกรับเรื่องราวของทุกคนไว้ และใช้เท้าก้าวเดินไปพร้อมเส้นทางของต้นเอง
 
 
ตั้งแต่เมื่อไร... หากมองย้อนไปวันนั้น คงเป็นวันที่โชคชะตาเริ่มกำหนดให้ผม... มีความฝัน
 
 
อีกครั้ง อาจจะเรียกว่า ครั้งแล้วครั้งเล่ามากกว่า
 
.
.
.
 
วัยเด็กผ่านไปพร้อมความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไร
วัยเรียนผ่านไปพร้อมความสนุกที่ว่างเปล่าด้วยความคิด
 
เวลานี้ผมไม่รู้ว่าอะไรคือความสนุกที่ควรจะมี
ผมไม่รู้ว่าผมรอคอยอะไรอยู่
 
อาจจะเป็นเวลา สิ่งของบางอย่าง หรือบางทีคงเป็นใครบางคนมากกว่า
 
แรงผลักดันจากสิ่งรอบข้างมักมีผลเสมอในการใช้ชีวิต
 
เวลาผ่านไปนานเหลือเกินกว่าจะมาถึงจุดนี้ ทุกวันผมมักจะนั่งคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา พร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
 
ทุกเรื่องราวผมมักมีคนเคียงข้างเดินไปด้วยกันเสมอ
 
ยาย
แม่
พี่
เพื่อนสนิท
เพื่อนที่ผ่านเข้ามา
 
หรือแม้แต่ผู้คนที่แวะเข้ามาอ่านบล็อคและมาร่วมหลงทางกับผม
 
คงเป็นโชคชะตา...
 
 
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้และอีกหนึ่งวันของวันนี้ไปเรื่อย ๆ
 
หากโชคชะตาจะทำงานอีกครั้ง
.
.
.
 
 
ขออย่าให้เป็น โชคชะตา แห่งความสูญเสียเลย
 
.
.
.
 
 
ปล. ขออภัยที่หายไปจากบล็อคนานมากกกก
ปล.2 ผมชอบรูปนี้นะ ไม่มีเหตุผลหรอก มันทำให้ผมยิ้มน้ะ
หรือบางที
ผมคงจมอยู่กับความคิดนานเกินไป
อย่างที่บอก

ผมคงจมอยู่กับความคิดนานเกินไปจริง ๆ...
 
 
 

edit @ 30 Mar 2012 18:41:15 by tunny

edit @ 30 Mar 2012 18:41:41 by tunny

14 กุมภา... วันอังคาร

posted on 14 Feb 2012 21:41 by tunnylifehere directory Lifestyle, Diary

จากวันนั้นถึงวันนี้....

 

“วาเลนไทน์”

 

ช่วงเวลาแบบนี้ถ้าไม่เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก ก็คงแปลก ๆ

 

ความรักมักเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คน ให้ความสำคัญ...

ทั้งการตามหา ไขว้คว้า กระทั่งเก็บซ่อนไว้

ทั้ง ๆ ที่... มันคือความรู้สึกเท่านั้นเอง...

.

.

.

ผมคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะบอกว่า ผมศรัทธาในคำนี้มากพอสมควร

เรียกได้ว่า.. “รัก” คือสิ่งที่ผมตามหาอยู่ และพยายามไขว้คว้าไม่ต่างจากความฝัน

 

ใช่แล้ว... “ไม่ต่างจากความฝัน”

 

เมื่อปีที่แล้วผมได้พบกับความรัก ซึ่งผมได้ทุ่มเทให้ลงไปอย่างที่ใครคงนึกไม่ถึง (ย้อนไปอ่าน entry เก่า ๆ ละกัน)

 

มากจน... ทุกสิ่งในช่วงเวลานั้น...

 

..พังทลายลง..

.

.

.

เวลากว่า 4 เดือน ที่ผ่านไป ยังคงมีภาพเดิม ๆ วนเวียนอยู่ภายใต้ส่วนลึกของจิตใจ

 

วันนี้ผมไม่รู้ว่าความรักคืออะไร…

 

ยังคงมีหลายคนที่เฝ้าถามคำถามนี้

และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายคนเช่นกันที่เฝ้าอยากตอบคำถามพวกนั้น

บางทีคำตอบก็รอคอยคำถามให้มาถึงอย่างช้า ๆ

 

วันวาเลนไทน์ช่างประจวบเหมาะกับวันแห่งสีชมพูของวันอังคารซะเหลือเกิน

 

ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ เพียงแต่มีดอกไม้ และของขวัญมากมายอยู่ในมือและความคิดของคนเหล่านั้น

การกระทำมากขึ้นอีกหนึ่งอย่าง แต่เวลาเท่าเดิม นั้นทำให้วันนี้ช่างแลดูว่องไวกว่าทุกครั้ง

 

ช็อคโกแลต ดอกกุหลาบ ตุ๊กตาตัวใหญ่ การ์ดสีสวย

 

ผมบรรจงมองไปที่ผู้คนมากมาย ในยามบ่ายที่แสนจะร้อนและอบอุ่นในคราเดียวกัน

 

“แค่วันอังคารเองไม่ใช่หรอ”

ผมคิด...

 

ครั้งหนึ่งผมเคยมองความรักเป็นดั่งทุกสิ่งทุกอย่าง

ครั้งนั้นความรักกลับกลายเป็นยาขมในวันต่อมา

 

เวลานี้ผมคงไม่ตามหาความรักอีกแล้ว

 

บางทีผมอาจลองอยู่นิ่ง ๆ ให้ความรักได้ลองตามหาผมบ้าง...

.

.

.

 

 

ก่อนเข็มสั้นจะพ้นเลข 12...

 

สุขสันต์คืนวาเลนไทน์

.

.

.

 

ปล. อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำอาหารอีกมื้อ

ทั้ง ๆ ที่วันนั้นโคตรจะไม่ว่างงงงงเลยยย

 

เอาเป็นว่า แปะรูปไว้ให้คนอ่านเข้ามาหิวเล่น ๆ กันดีกว่า

 

โอโคโนมิยากิคร้าบบบ~

 

 

 

 

edit @ 14 Feb 2012 23:12:52 by tunny

"I'm Back..."

posted on 30 Jan 2012 15:24 by tunnylifehere directory Lifestyle, Diary
 

ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนานเลย...

 

ช่วงนี้เรียกได้ว่ายุ่งกับงานพอสมควร

.

.

.

 

 

คือที่จริงที่ทำงานเค้า Block เน็ตละ T T

 

ไม่งั้นคงไม่มีอะไรหยุดยั้งเราไปได้

 

 

กว่า 2 อาทิตย์ที่ห่างหายการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอมา

 

ผมพบว่ามันเหมือนชีวิตเราโดนปิดประตูไปหมด

 

 

คงเหมือนกับการที่เราอยู่ในบ้านที่ไม่สามารถติดต่อคนภายนอกได้...

 

ผมไม่ชอบแบบนี้เลย

 

จนวันหนึ่ง...

..

..

..

 

 

ความคิดบางอย่างในหัวก็บังเกิดขึ้น

 

ผมอยากลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง โดยขจัด "กับดัก" ที่ผมเคยกล่าวถึงออกไป

.

.

.

 

เช้าวันเสาร์ที่แสนธรรมดา...

 

หลังจากที่พักผ่อนจากการทำงานมาหนึ่งคืน

 

 

นาฬิกาปลุกร้องเตือนให้ลุกขึ้นจากเตียงแข็ง ๆ

 

6 โมงครึ่ง เร็วไปไหมที่จะตื่นมารับอรุณ

 

หากแต่ถ้าไม่ขยับตอนนี้อรุณคงไม่รอคอยเราอีกเป็นแน่

 

ความนึกคิดในหัวเริ่มทำงาน ด้วยคำถามที่คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของใครหลายคน...

 

"วันนี้จะทำไรกินดี"

 

 

ผมดีใจที่มันเป็นคำถามนี้...

 

 

เวลาเช้าที่อบอุ่นผ่านไป คล้อยบ่ายจนตะวันข้ามศรีษะไปเล็กน้อย

 

คำถามเดิม ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผม

.

.

.

 

ผมมองออกไปที่สวนที่พึ่งลงต้นไม้เสร็จ

 

สีเขียวทำให้ผมสบายตา

 

ดอกไม้ทำให้ผมอยากมองมันนาน ๆ

 

แต่กระนั้นเถอะ...

 

.

.

มันไม่ได้คลายความขี้เกียจลงเลย...

.

.

 

บ่ายแก่ ๆ วันนั้นผมใช้เวลาครุ่นคิดถึงเวลาที่ผ่านไปในชีวิตที่ผ่านมาของผม

 

กี่ครั้งที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ กี่ครั้งที่ต้องทำสิ่งที่คนอื่นหวัง

 

ผมเริ่มถ่ายภาพตอนปี 3 เพียงเพื่อไม่อยากต้องมานั่งรอรูปจากคนอื่น

 

ผมทำกิจกรรมคณะ เพียงเพื่อมันได้ดั่งใจกว่า

 

ผมไปเฮฮากับเพื่อน เพียงเพราะมันคงสนุกกว่าอยู่คนเดียว

 

ผมคิดว่าผมมีความสุขทีเดียวในช่วงเวลานั้น

 

แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอด...

 

ผมมักเป็นคนที่ หากคิดจะทำอะไรแล้ว ถ้ามีเรื่องที่คิดว่าไม่พร้อมแม้แต่นิดเดียว ผมจะยังไม่ลงมือ โชคดีที่บางเรื่อง ไม่ต้องใช้ความคิดมากเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่เคยมีคำตอบในคำว่า "พร้อม"

.

.

 

บางคนกล้าที่จะเสี่ยง ลองล้ม แล้วค่อยลุกเอา

บางคนกล้าที่จะฝัน ลองทำ ช้าบ้างก็ไม่สาย

.

.

 

แต่เวลานี้เรื่องราวตลอดอายุที่ผ่านมาคงบอกผมได้เพียงว่า...

 

"นานไปไหมที่เราเลือกที่จะฝันมากกว่าลงมือทำ"

 

ผมเหลือบไปมอง กองหนังสือที่ยังคงวางอยู่ที่เดิม...

 

17:30....

...

 

..

 

 

 

 

ผมลงไปที่ครัวอีกครั้ง คว้าบางอย่างที่มี และสรรหาบางอย่างที่ขาดจากร้านค้าใกล้ ๆ บ้าน

.

.

.

.

.

 

ผมควรทำในสิ่งที่ใจควรจะทำตั้งนานแล้ว...

.

 

 

 
มะกะโรนี + ไก่ทอดราดซอสมายองเนสมะนาว + สลัดผัก

 

ปลากะพงแป๊ะซะนึ่งมะนาว

 

.

.

.

 

 

กับความตั้งใจที่กลับมา

 

กับความฝันที่อยากจะก้าวต่อ

 

กับแรงบันดาลใจที่หายังไม่เจอ

 

กับเรื่องราวที่พร้อมจะกลับมาอีกครั้ง

 

"ผมว่าผมกลับมาแล้วละ"

.

.

.

ขอบคุณความว่างเปล่าในชีวิตที่ทำให้เรารู้จักการเติมเต็ม

.

.

edit @ 30 Jan 2012 16:07:32 by tunny

กาล..เปลี่ยนแปลง

posted on 14 Jan 2012 21:44 by tunnylifehere
สวัสดีทุักท่าน
.
.
.
ช่วงหลังปีใหม่หลาย ๆ คน ก็ได้รวบรวมกิจกรรมต่้าง ๆ มากมายมาเ่ล่าสู่กันฟัง
 
บ้างก็บอกกล่าวถึงสิ่งที่ทำไปในปีที่แล้ว
 
บ้างก็วาดหวังในปีนี้
 
สำหรับตัวผมเอง...
 
ปีที่ผ่านมาก็ผ่านอะำไรมามากมายไม่แพ้กัน
 
และแน่นอน...
 
ก็ย่ิอมมีเรื่องราวที่คาดหวังไำว้เช่นเดียวกัน
 
Cool
 
 
เมื่อหลายเดือนมานี้ ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง... ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีมานานแล้ว
 
หากแต่บางทีเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ว่า มัีนเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เมื่อไร
.
.
.
.
 
(1)
 
ส้มลูกโต ปะทะ ส้มลูกเล็ก...
 
ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบกินเปรี้ยวเท่าไร..
 
ในบางครั้งการจะกินส้มแต่ละที จึงเปรียบเหมือนการเลือกรองเท้่า่ซักคู่ ไม่ดีจริง ไม่เหมาะจริง อย่าหวังจะได้ รองรับส้นแตก ๆ ของผม
 
ส้มก็ไม่ต่างกัน.. หากมีรสเปรี้ยวโผล่มาซักนิด ผมจะเ้หมารวมว่า ลูกนี้เปรี้ยวและัำไม่กินในทันใด
.
.
 
ครั้งหนึ่งในการเลือกซื้ิอส้ม ผมจึงสนใจ แต่ส้มที่มีลักษณะ น้ำตาลคล้ำ ๆ อย่าง ส้มน้ำตาล (เคยได้ยินกันไหม)
 
ซึ่งเป็นผลไม้ที่เรียกได้ว่า ไม่มีความน่าสนใจในรูปลักษณ์เลย เพียงแต่กลับมีรสชาติที่หวานนนนนนเหลือเกิน
 
นอกจากนี้ยังมีส้มโชกุน... จักรพรรดิ์แห่งส้ม ผลขนาดใหญ่ เปลือกที่หนา และสีที่ส้มปรี๊ดดดด ไม่ดึงดูดให้่น่าลิ้ม
 
ลองเท่้ากับ รสชาติที่หวานปานกลาง ราวกลับผู้คนที่รู้สิ่งใดควรไม่ควร
.
.
.
วันเวลาผ่านไป...
 
ผลส้มลูกไม่ใหญ่ไปกว่าลูกปิงปอง ถูกนำเข้ามา และดูเหมือนจะเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว...
 
เกษตรแฟร์.. เป็นที่แรกที่ผมได้รู้จักกับผลไม้ขนาดจิ๋วแบบนี้
 
แน่นอน ผมต่อต้านในทันที มันจะเป็นไปได้ยังไง ส้มผิวขรุขระ สามารถกินได้ภายในคำเดียว มันจะสนุกตรงไหน
 
หากกินส้มแล้วไม่ได้นั่งแกะเปลือกให้น้ำจากเปลือกฉีดพุ่งออกมาเข้าตาในยามที่เอาเล็บจิก ก็ไม่ต่างกับการกินข้าวโดนไม่ได้หยิบส้อมมาด้วยนะแหละ (คือมันขาด ๆ ไง)
 
แต่...คุณพระ ทุกวันนี้ผมหาส้มน้ำตาลไม่เจอแล้ว...
 
 
(2)
 
มะเขือเทศ ปะทะ มะเขือราชินี
 
ผักที่ผมชอบนำมาใช้ในการทำอาหารเสมอ ๆ ไม่ว่าจะใช้ในการทำสปาเกตตี้ซอสแดง ทำต้มต่าง ๆ ที่อยากได้รสเปรี้ยวอ่อน ๆ
.
.
 
ครั้งหนึ่งผมหลงไหลในความเนียนของผิวมะเขือเทศ ฉะนั้นในการเลือกแต่ละึครั้ง หากมีรอยดำ ๆ ผมจะเอามือถู ๆ ดูก่อน เผื่อเป็นแค่การเปื้อน หาใช่รอยแมลงกัดไม่
 
สีที่แดงสดทำให้ผมมักคิดอาหารที่เกี่ยวกับการใช้มะเขือเทศอยู่บ่อย ๆ ผมชอบในความเปรี้ยวอ่อน ๆ (แต่ไม่ชอบกินเปรี้ยว งงมะ) และสีที่ได้จากการใช้วัตถุดิบนี้
 
ในชีวิตที่รู้จักมะเขือเทศมา มีเพียงสองชนิดเท่านั้นที่ผมเรียกว่า มะเขือเทศ นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีมะเขือเทศที่ชอบไปอยู่ในครกเสมอ ๆ
 
ใช่แล้วละ..  มะเขือเทศสีดาลูกเล็ก ๆ มีสีเขียวปะปน ทำให้แลดูน่าจะแข็ง ๆ เหมือนผลไม่สุกเวลากัดลงไป
.
.
.
วันเวลาผ่านไป...
 
"มะเขือเทศ จิ้ม พริกเกลือ"...
 
คำถามมากมายเกิดขึ้นในทันที
 
ใครนะช่างเอามะเขือเทศมาทำเป็นของกินเล่น
อะ หรือว่านี้คือมะเขือเทศพันธุ์ใหม่... เสียงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท "พันธุ์ใหม่ อั่ยย อั่ยยย อั่ยยยย"
 
มะเขือเทศที่ขายคู่กับพริกเกลือ มันจะไปรอดได้ซักแค่ไหน นี้มันผักนะ ไม่ใช่สตรอเบอรรี่ที่จะถือไปดูดกินไป ให้ดูเก๋เมื่อครั้นเดินในสยาม...
 
ของแบบนี้เดินกินได้แค่ตลาดยามเช้าเท่านั้นละ..
 
และใครจะรู้ ทุกวันนี้มะเขือเทศราชินีถือเป็นอาหารที่หลาย ๆ คนซื้อไปจิ้มกินเพื่อลดน้ำหนัก...
 
 
(3)
 
Smart people ปะทะ Smart Phone
 
ปัจจัยที่ใึครหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องพกติดตัวไว้ตลอด เรีัยกได้ว่า ไม่สามารถใช้คำว่า Want ได้อีกแล้ว
 
มันก้าวล้ำไปสู่ "Need" อย่้างเป็นทางการซะแล้ว
.
.
 
ครั้งหนึ่งผู้คนกลุ่มหนึ่งได้คิดค้นเครื่องมือสื่อสารขึ้นมา โดยเริ่มจา่ก concept เพื่อการสื่อสารอย่างแท้จริง
 
ไม่นานการส่งข้อความก็ถูกพัฒนาขึ้นตามมา ด้วยระบบการสะกดคำอัตโนมัติ (T9)
 
จากนั้นจึงเป็นระบบ Ring Tone ยุคแห่ง MonoTone สู่ PolyPhonic
 
จอแสดงผลเป็นระดับ bit 6หมื่นสี 2 แสนสี และมากกว่านั้น...
 
ขนาดเท่าท่อนขาจนถึงเล็กกว่าฝ่ามือ
 
ดูเหมือนการพัฒนาจะหยุดลงเพียงความต้องการในการฟังเพลงจากมือถือ ถ่ายรูปแกล้งกัีนในห้องเรียน และส่งข้อความเพื่อโหวตให้คนที่ชื่นชอบได้อยู่ในบ้านต่อ
.
.
.
วันเวลาผ่านไป..
 
ตะดึ้ง ตะดึั้ง และตะดึ้ง
 
เสียงที่หลาย ๆ คน หรือแทบจะทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
 
ปัจจุบันการเข้าถึงการสื่อสารไม่หยุดเพียงแค่การพูดคำว่า "ฮัลโหล" อีักต่อไป
 
แม้คนที่ไม่เคยพบกันร่วม 10 ปี ยังสามารถหากันจนเจอ
 
ผมเคยมีช่วงที่เรียกได้ว่า นั่งเฝ้าเสียงเพรียกจากมือถือเลยทีเดียว ในบางครั้งจึงได้แต่ก้มหน้าจ้องมองแสงที่จะสว่างขึ้นมาจากสิ่งที่ใช้เพียงสื่อสาร
 
ทุกคนกลับเข้าสู่โลกส่วนตัวอย่างสิ้นเชิง
 
และ
 
โลกได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง...
.
.
.
 
 
ปล. ในอดีตที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่น้ำมาเยือนอย่างมหาศาล เพื่อนคู่บ้านชีวิตนึงได้พยา่ยามอย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดและตอนนี้...
 
 
 
มันสามารถเบ่งบานได้อีกครั้งแล้วววววว
 
 
 
ผมว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องปกติ ทุกเวลา ทุกการกระทำ เมื่อเข็มนาฬิกาลากผ่าน ทุกสิ่งล้วนเป็นอดีตทั้งนั้น
 
ต่างกันแค่ใครจะยังอยู่ที่เดิมมากกว่า
.
.
.
 
 
 
 
 

edit @ 15 Jan 2012 00:00:05 by tunny

ขี้เกียจ...ฝัน

posted on 06 Jan 2012 16:04 by tunnylifehere
หลายครั้งที่คนเราก้าวออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่...
.
.
.
เพื่อค้นหาจุดยืนใหม่ ๆ
 
 
เป้าหมายใหม่ ๆ
 
หรือแม้แต่เพื่อเปลี่ยนแปลง เส้นทางที่เคยเดินอยู่
 
 
วันเวลาในช่วงที่ผ่านมา อะไรทำให้เราได้เข้าใกล้เป้าหมายเหล่านั้นบ้าง
 
และแน่นอน แล้วอะไรดึงเราให้ออกมาจากจุึดที่เราหมายปอง
 
 
.
.
.
.
 
แสงอาทิตย์สาดส่องร้อนแรงในช่วงฤดูหนาว
แม้ลมพัด แต่หยาดเหงื่อก็มิยอมแพ้
.
.
 
ผมเคยตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว...
 
และได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ไป โดยการออกจากบริษัทที่มีความมั่นคงมาก เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็รู้จัก ถ้าได้ยินชื่อ
 
ความคิดในตอนนั้นคือ...
 
"เรากำลังห่างไกลจากความฝันไปเรื่อย ๆ"
 
"ไม่ได้ละ ต้องรีบกลับมาให้เร็วที่สุึด"
 
ผมยอมทิ้งจุดนั้น เบี่ยงสายอาชีพ...
และกลับมาอยู่บ้าน
 
.
.
.
 
ก้าวแรกเริ่มแล้ว
 
ผมเข้าสู่เส้นทางที่มีโอกาสมากขึ้นกว่าแต่ก่อน..
 
สิ่งแวดล้อมที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากทำงาน และนอน ผมทำได้เท่านั้นในครั้งก่อน
 
ความตั้งใจกลับมาอีกครั้ง แรงฮึดกลับมาอีกรอบ
 
ปณิธารจึงเกิดขึ้น
 
"ทำอาหารอาทิตย์ละครั้ง"
 
 
 
 
 
ช่วงสองอาทิตย์แรก...
 
คาโบนารา
แกงกะหรี่
ขนมกล้วย
สปาเกตตี้ผัดขี้เมา
เครมบูเล่
ปลากะพงทอดน้ำปลา
ยำปลากระป๋อง
มาม่าผัด
 
...
...
...
 
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างสรรขึ้นมา เพื่อความฝัน
.
.
.
.
 
 
ก้าวต่อมาจึงเริ่มขึ้น
 
ผมเริ่มหาความรู้ในส่วนที่กว้างขึ้น
 
Internet website
 
หนังสือมากมายถูกซื้อมา
 
 
Gourmet & Cuisine
ครัว
Food Stylist
 
ความรู้มากมายจึงถูกนำมากองไว้ เพื่อเตรียม เพื่อเก็บเกี่ยว... และเพื่อความฝัน
 
 
ทุกอย่างพร้อม ห้องครัว อุปกรณ์ ตำรา เหลือเพียงปฏิบัติ และฝึกฝน
 
.
.
.
.
.
.
 
 
กระแสเริ่มมาหนาหู...
...ข่าวแจ้งว่า่ น้ำท่วมอยุธยาแล้ว....
และคงเข้ามาในกรุงเทพเร็ว ๆ นี้
 
 
ผมต้องเก็บของทุกอย่าง ที่เตรียมไว้ทั้งหมด
 
 
ความฝันจึงหยุดลง
 
เหมือนหนังเรื่องนึงที่เราต้องกด Pause ไว้
 
กว่าจะได้มาดูอีกครั้งเราอาจจะลืมส่วนที่ผ่านมาแล้วไปก็ได้
.
.
.
 
ค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่ผมเก็บของเพื่ออพยพ ฝ่าฟันน้ำเหนือเข่า ออกสู่ที่พักแห่งใหม่
 
กองหนังสือยังคงอยู่ที่เดิม...ที่บนเตียง
 
พร้อมกับความฝันที่ยังอยู่แห่งนั้น
.
.
 
กว่า 1 ปีที่ผมรอคอยจากที่ทำงานเก่า จนก้าวที่เริ่มเดิน
 
บัดนั้น จำเป็นต้องหยุดไว้ชั่วคราว
 
 
หลายเดือนผ่านพ้นไป สถานการณ์ฺเริ่มคลี่คลายลง
 
พื้นที่หลาย ๆ แห่งเริ่มแห้งลง
 
ผู้คนหมู่มากเริ่มเดินทางสู่ที่พักพิงอีกครั้ง
 
แน่นอน ผมกลัีบมาหาความฝันในห้องผมอีกครั้ง...
.
.
.
 
แต่ผมกลับจำไม่ได้ว่า ผม Pause ไว้จุดไหน
 
อาหารมื้อล่าสุดที่ผมทำ กลับเป็นผัดมาม่าง่าย ๆ ที่รสชาติไม่ต่างกับการลวดเส้นและคลุกเครื่องปรุงเอาเอง
 
31 ธันวาคม
 
ผมจึงลองทำหมูกะทะ และน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ใคร ๆ ก็ชอบ ขึ้นอีกครั้ง
 
.
.
.
 
"ไม่อร่อย"
 
ผมรู้แค่นั้น...
 
 
 
เกือบปีกว่าที่ผมไม่จริงจังกับความฝันอีกต่อไป
 
ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรอยู่
 
เพียงแต่ผมก้มลงไปมองที่เท้าและพบว่า
 
ผมติดกับดักบางอย่างซะละ
 
 
 
 
 
.
.
.
 
กับดักที่เรียกว่า
 
 
"ความขี้เกียจ"
.
.
.
.
 
 

edit @ 6 Jan 2012 17:15:23 by tunny