"I'm Back..."

posted on 30 Jan 2012 15:24 by tunnylifehere
 

ห่างหายจากการอัพบล็อคไปนานเลย...

 

ช่วงนี้เรียกได้ว่ายุ่งกับงานพอสมควร

.

.

.

 

 

คือที่จริงที่ทำงานเค้า Block เน็ตละ T T

 

ไม่งั้นคงไม่มีอะไรหยุดยั้งเราไปได้

 

 

กว่า 2 อาทิตย์ที่ห่างหายการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอมา

 

ผมพบว่ามันเหมือนชีวิตเราโดนปิดประตูไปหมด

 

 

คงเหมือนกับการที่เราอยู่ในบ้านที่ไม่สามารถติดต่อคนภายนอกได้...

 

ผมไม่ชอบแบบนี้เลย

 

จนวันหนึ่ง...

..

..

..

 

 

ความคิดบางอย่างในหัวก็บังเกิดขึ้น

 

ผมอยากลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง โดยขจัด "กับดัก" ที่ผมเคยกล่าวถึงออกไป

.

.

.

 

เช้าวันเสาร์ที่แสนธรรมดา...

 

หลังจากที่พักผ่อนจากการทำงานมาหนึ่งคืน

 

 

นาฬิกาปลุกร้องเตือนให้ลุกขึ้นจากเตียงแข็ง ๆ

 

6 โมงครึ่ง เร็วไปไหมที่จะตื่นมารับอรุณ

 

หากแต่ถ้าไม่ขยับตอนนี้อรุณคงไม่รอคอยเราอีกเป็นแน่

 

ความนึกคิดในหัวเริ่มทำงาน ด้วยคำถามที่คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของใครหลายคน...

 

"วันนี้จะทำไรกินดี"

 

 

ผมดีใจที่มันเป็นคำถามนี้...

 

 

เวลาเช้าที่อบอุ่นผ่านไป คล้อยบ่ายจนตะวันข้ามศรีษะไปเล็กน้อย

 

คำถามเดิม ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผม

.

.

.

 

ผมมองออกไปที่สวนที่พึ่งลงต้นไม้เสร็จ

 

สีเขียวทำให้ผมสบายตา

 

ดอกไม้ทำให้ผมอยากมองมันนาน ๆ

 

แต่กระนั้นเถอะ...

 

.

.

มันไม่ได้คลายความขี้เกียจลงเลย...

.

.

 

บ่ายแก่ ๆ วันนั้นผมใช้เวลาครุ่นคิดถึงเวลาที่ผ่านไปในชีวิตที่ผ่านมาของผม

 

กี่ครั้งที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ กี่ครั้งที่ต้องทำสิ่งที่คนอื่นหวัง

 

ผมเริ่มถ่ายภาพตอนปี 3 เพียงเพื่อไม่อยากต้องมานั่งรอรูปจากคนอื่น

 

ผมทำกิจกรรมคณะ เพียงเพื่อมันได้ดั่งใจกว่า

 

ผมไปเฮฮากับเพื่อน เพียงเพราะมันคงสนุกกว่าอยู่คนเดียว

 

ผมคิดว่าผมมีความสุขทีเดียวในช่วงเวลานั้น

 

แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอด...

 

ผมมักเป็นคนที่ หากคิดจะทำอะไรแล้ว ถ้ามีเรื่องที่คิดว่าไม่พร้อมแม้แต่นิดเดียว ผมจะยังไม่ลงมือ โชคดีที่บางเรื่อง ไม่ต้องใช้ความคิดมากเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่เคยมีคำตอบในคำว่า "พร้อม"

.

.

 

บางคนกล้าที่จะเสี่ยง ลองล้ม แล้วค่อยลุกเอา

บางคนกล้าที่จะฝัน ลองทำ ช้าบ้างก็ไม่สาย

.

.

 

แต่เวลานี้เรื่องราวตลอดอายุที่ผ่านมาคงบอกผมได้เพียงว่า...

 

"นานไปไหมที่เราเลือกที่จะฝันมากกว่าลงมือทำ"

 

ผมเหลือบไปมอง กองหนังสือที่ยังคงวางอยู่ที่เดิม...

 

17:30....

...

 

..

 

 

 

 

ผมลงไปที่ครัวอีกครั้ง คว้าบางอย่างที่มี และสรรหาบางอย่างที่ขาดจากร้านค้าใกล้ ๆ บ้าน

.

.

.

.

.

 

ผมควรทำในสิ่งที่ใจควรจะทำตั้งนานแล้ว...

.

 

 

 
มะกะโรนี + ไก่ทอดราดซอสมายองเนสมะนาว + สลัดผัก

 

ปลากะพงแป๊ะซะนึ่งมะนาว

 

.

.

.

 

 

กับความตั้งใจที่กลับมา

 

กับความฝันที่อยากจะก้าวต่อ

 

กับแรงบันดาลใจที่หายังไม่เจอ

 

กับเรื่องราวที่พร้อมจะกลับมาอีกครั้ง

 

"ผมว่าผมกลับมาแล้วละ"

.

.

.

ขอบคุณความว่างเปล่าในชีวิตที่ทำให้เรารู้จักการเติมเต็ม

.

.

edit @ 30 Jan 2012 16:07:32 by tunny

กาล..เปลี่ยนแปลง

posted on 14 Jan 2012 21:44 by tunnylifehere
สวัสดีทุักท่าน
.
.
.
ช่วงหลังปีใหม่หลาย ๆ คน ก็ได้รวบรวมกิจกรรมต่้าง ๆ มากมายมาเ่ล่าสู่กันฟัง
 
บ้างก็บอกกล่าวถึงสิ่งที่ทำไปในปีที่แล้ว
 
บ้างก็วาดหวังในปีนี้
 
สำหรับตัวผมเอง...
 
ปีที่ผ่านมาก็ผ่านอะำไรมามากมายไม่แพ้กัน
 
และแน่นอน...
 
ก็ย่ิอมมีเรื่องราวที่คาดหวังไำว้เช่นเดียวกัน
 
Cool
 
 
เมื่อหลายเดือนมานี้ ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง... ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีมานานแล้ว
 
หากแต่บางทีเราอยู่กับสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ว่า มัีนเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เมื่อไร
.
.
.
.
 
(1)
 
ส้มลูกโต ปะทะ ส้มลูกเล็ก...
 
ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบกินเปรี้ยวเท่าไร..
 
ในบางครั้งการจะกินส้มแต่ละที จึงเปรียบเหมือนการเลือกรองเท้่า่ซักคู่ ไม่ดีจริง ไม่เหมาะจริง อย่าหวังจะได้ รองรับส้นแตก ๆ ของผม
 
ส้มก็ไม่ต่างกัน.. หากมีรสเปรี้ยวโผล่มาซักนิด ผมจะเ้หมารวมว่า ลูกนี้เปรี้ยวและัำไม่กินในทันใด
.
.
 
ครั้งหนึ่งในการเลือกซื้ิอส้ม ผมจึงสนใจ แต่ส้มที่มีลักษณะ น้ำตาลคล้ำ ๆ อย่าง ส้มน้ำตาล (เคยได้ยินกันไหม)
 
ซึ่งเป็นผลไม้ที่เรียกได้ว่า ไม่มีความน่าสนใจในรูปลักษณ์เลย เพียงแต่กลับมีรสชาติที่หวานนนนนนเหลือเกิน
 
นอกจากนี้ยังมีส้มโชกุน... จักรพรรดิ์แห่งส้ม ผลขนาดใหญ่ เปลือกที่หนา และสีที่ส้มปรี๊ดดดด ไม่ดึงดูดให้่น่าลิ้ม
 
ลองเท่้ากับ รสชาติที่หวานปานกลาง ราวกลับผู้คนที่รู้สิ่งใดควรไม่ควร
.
.
.
วันเวลาผ่านไป...
 
ผลส้มลูกไม่ใหญ่ไปกว่าลูกปิงปอง ถูกนำเข้ามา และดูเหมือนจะเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว...
 
เกษตรแฟร์.. เป็นที่แรกที่ผมได้รู้จักกับผลไม้ขนาดจิ๋วแบบนี้
 
แน่นอน ผมต่อต้านในทันที มันจะเป็นไปได้ยังไง ส้มผิวขรุขระ สามารถกินได้ภายในคำเดียว มันจะสนุกตรงไหน
 
หากกินส้มแล้วไม่ได้นั่งแกะเปลือกให้น้ำจากเปลือกฉีดพุ่งออกมาเข้าตาในยามที่เอาเล็บจิก ก็ไม่ต่างกับการกินข้าวโดนไม่ได้หยิบส้อมมาด้วยนะแหละ (คือมันขาด ๆ ไง)
 
แต่...คุณพระ ทุกวันนี้ผมหาส้มน้ำตาลไม่เจอแล้ว...
 
 
(2)
 
มะเขือเทศ ปะทะ มะเขือราชินี
 
ผักที่ผมชอบนำมาใช้ในการทำอาหารเสมอ ๆ ไม่ว่าจะใช้ในการทำสปาเกตตี้ซอสแดง ทำต้มต่าง ๆ ที่อยากได้รสเปรี้ยวอ่อน ๆ
.
.
 
ครั้งหนึ่งผมหลงไหลในความเนียนของผิวมะเขือเทศ ฉะนั้นในการเลือกแต่ละึครั้ง หากมีรอยดำ ๆ ผมจะเอามือถู ๆ ดูก่อน เผื่อเป็นแค่การเปื้อน หาใช่รอยแมลงกัดไม่
 
สีที่แดงสดทำให้ผมมักคิดอาหารที่เกี่ยวกับการใช้มะเขือเทศอยู่บ่อย ๆ ผมชอบในความเปรี้ยวอ่อน ๆ (แต่ไม่ชอบกินเปรี้ยว งงมะ) และสีที่ได้จากการใช้วัตถุดิบนี้
 
ในชีวิตที่รู้จักมะเขือเทศมา มีเพียงสองชนิดเท่านั้นที่ผมเรียกว่า มะเขือเทศ นอกจากที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีมะเขือเทศที่ชอบไปอยู่ในครกเสมอ ๆ
 
ใช่แล้วละ..  มะเขือเทศสีดาลูกเล็ก ๆ มีสีเขียวปะปน ทำให้แลดูน่าจะแข็ง ๆ เหมือนผลไม่สุกเวลากัดลงไป
.
.
.
วันเวลาผ่านไป...
 
"มะเขือเทศ จิ้ม พริกเกลือ"...
 
คำถามมากมายเกิดขึ้นในทันที
 
ใครนะช่างเอามะเขือเทศมาทำเป็นของกินเล่น
อะ หรือว่านี้คือมะเขือเทศพันธุ์ใหม่... เสียงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท "พันธุ์ใหม่ อั่ยย อั่ยยย อั่ยยยย"
 
มะเขือเทศที่ขายคู่กับพริกเกลือ มันจะไปรอดได้ซักแค่ไหน นี้มันผักนะ ไม่ใช่สตรอเบอรรี่ที่จะถือไปดูดกินไป ให้ดูเก๋เมื่อครั้นเดินในสยาม...
 
ของแบบนี้เดินกินได้แค่ตลาดยามเช้าเท่านั้นละ..
 
และใครจะรู้ ทุกวันนี้มะเขือเทศราชินีถือเป็นอาหารที่หลาย ๆ คนซื้อไปจิ้มกินเพื่อลดน้ำหนัก...
 
 
(3)
 
Smart people ปะทะ Smart Phone
 
ปัจจัยที่ใึครหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องพกติดตัวไว้ตลอด เรีัยกได้ว่า ไม่สามารถใช้คำว่า Want ได้อีกแล้ว
 
มันก้าวล้ำไปสู่ "Need" อย่้างเป็นทางการซะแล้ว
.
.
 
ครั้งหนึ่งผู้คนกลุ่มหนึ่งได้คิดค้นเครื่องมือสื่อสารขึ้นมา โดยเริ่มจา่ก concept เพื่อการสื่อสารอย่างแท้จริง
 
ไม่นานการส่งข้อความก็ถูกพัฒนาขึ้นตามมา ด้วยระบบการสะกดคำอัตโนมัติ (T9)
 
จากนั้นจึงเป็นระบบ Ring Tone ยุคแห่ง MonoTone สู่ PolyPhonic
 
จอแสดงผลเป็นระดับ bit 6หมื่นสี 2 แสนสี และมากกว่านั้น...
 
ขนาดเท่าท่อนขาจนถึงเล็กกว่าฝ่ามือ
 
ดูเหมือนการพัฒนาจะหยุดลงเพียงความต้องการในการฟังเพลงจากมือถือ ถ่ายรูปแกล้งกัีนในห้องเรียน และส่งข้อความเพื่อโหวตให้คนที่ชื่นชอบได้อยู่ในบ้านต่อ
.
.
.
วันเวลาผ่านไป..
 
ตะดึ้ง ตะดึั้ง และตะดึ้ง
 
เสียงที่หลาย ๆ คน หรือแทบจะทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
 
ปัจจุบันการเข้าถึงการสื่อสารไม่หยุดเพียงแค่การพูดคำว่า "ฮัลโหล" อีักต่อไป
 
แม้คนที่ไม่เคยพบกันร่วม 10 ปี ยังสามารถหากันจนเจอ
 
ผมเคยมีช่วงที่เรียกได้ว่า นั่งเฝ้าเสียงเพรียกจากมือถือเลยทีเดียว ในบางครั้งจึงได้แต่ก้มหน้าจ้องมองแสงที่จะสว่างขึ้นมาจากสิ่งที่ใช้เพียงสื่อสาร
 
ทุกคนกลับเข้าสู่โลกส่วนตัวอย่างสิ้นเชิง
 
และ
 
โลกได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง...
.
.
.
 
 
ปล. ในอดีตที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่น้ำมาเยือนอย่างมหาศาล เพื่อนคู่บ้านชีวิตนึงได้พยา่ยามอย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดและตอนนี้...
 
 
 
มันสามารถเบ่งบานได้อีกครั้งแล้วววววว
 
 
 
ผมว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นเรื่องปกติ ทุกเวลา ทุกการกระทำ เมื่อเข็มนาฬิกาลากผ่าน ทุกสิ่งล้วนเป็นอดีตทั้งนั้น
 
ต่างกันแค่ใครจะยังอยู่ที่เดิมมากกว่า
.
.
.
 
 
 
 
 

edit @ 15 Jan 2012 00:00:05 by tunny

ขี้เกียจ...ฝัน

posted on 06 Jan 2012 16:04 by tunnylifehere
หลายครั้งที่คนเราก้าวออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่...
.
.
.
เพื่อค้นหาจุดยืนใหม่ ๆ
 
 
เป้าหมายใหม่ ๆ
 
หรือแม้แต่เพื่อเปลี่ยนแปลง เส้นทางที่เคยเดินอยู่
 
 
วันเวลาในช่วงที่ผ่านมา อะไรทำให้เราได้เข้าใกล้เป้าหมายเหล่านั้นบ้าง
 
และแน่นอน แล้วอะไรดึงเราให้ออกมาจากจุึดที่เราหมายปอง
 
 
.
.
.
.
 
แสงอาทิตย์สาดส่องร้อนแรงในช่วงฤดูหนาว
แม้ลมพัด แต่หยาดเหงื่อก็มิยอมแพ้
.
.
 
ผมเคยตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว...
 
และได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ไป โดยการออกจากบริษัทที่มีความมั่นคงมาก เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็รู้จัก ถ้าได้ยินชื่อ
 
ความคิดในตอนนั้นคือ...
 
"เรากำลังห่างไกลจากความฝันไปเรื่อย ๆ"
 
"ไม่ได้ละ ต้องรีบกลับมาให้เร็วที่สุึด"
 
ผมยอมทิ้งจุดนั้น เบี่ยงสายอาชีพ...
และกลับมาอยู่บ้าน
 
.
.
.
 
ก้าวแรกเริ่มแล้ว
 
ผมเข้าสู่เส้นทางที่มีโอกาสมากขึ้นกว่าแต่ก่อน..
 
สิ่งแวดล้อมที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากทำงาน และนอน ผมทำได้เท่านั้นในครั้งก่อน
 
ความตั้งใจกลับมาอีกครั้ง แรงฮึดกลับมาอีกรอบ
 
ปณิธารจึงเกิดขึ้น
 
"ทำอาหารอาทิตย์ละครั้ง"
 
 
 
 
 
ช่วงสองอาทิตย์แรก...
 
คาโบนารา
แกงกะหรี่
ขนมกล้วย
สปาเกตตี้ผัดขี้เมา
เครมบูเล่
ปลากะพงทอดน้ำปลา
ยำปลากระป๋อง
มาม่าผัด
 
...
...
...
 
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างสรรขึ้นมา เพื่อความฝัน
.
.
.
.
 
 
ก้าวต่อมาจึงเริ่มขึ้น
 
ผมเริ่มหาความรู้ในส่วนที่กว้างขึ้น
 
Internet website
 
หนังสือมากมายถูกซื้อมา
 
 
Gourmet & Cuisine
ครัว
Food Stylist
 
ความรู้มากมายจึงถูกนำมากองไว้ เพื่อเตรียม เพื่อเก็บเกี่ยว... และเพื่อความฝัน
 
 
ทุกอย่างพร้อม ห้องครัว อุปกรณ์ ตำรา เหลือเพียงปฏิบัติ และฝึกฝน
 
.
.
.
.
.
.
 
 
กระแสเริ่มมาหนาหู...
...ข่าวแจ้งว่า่ น้ำท่วมอยุธยาแล้ว....
และคงเข้ามาในกรุงเทพเร็ว ๆ นี้
 
 
ผมต้องเก็บของทุกอย่าง ที่เตรียมไว้ทั้งหมด
 
 
ความฝันจึงหยุดลง
 
เหมือนหนังเรื่องนึงที่เราต้องกด Pause ไว้
 
กว่าจะได้มาดูอีกครั้งเราอาจจะลืมส่วนที่ผ่านมาแล้วไปก็ได้
.
.
.
 
ค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่ผมเก็บของเพื่ออพยพ ฝ่าฟันน้ำเหนือเข่า ออกสู่ที่พักแห่งใหม่
 
กองหนังสือยังคงอยู่ที่เดิม...ที่บนเตียง
 
พร้อมกับความฝันที่ยังอยู่แห่งนั้น
.
.
 
กว่า 1 ปีที่ผมรอคอยจากที่ทำงานเก่า จนก้าวที่เริ่มเดิน
 
บัดนั้น จำเป็นต้องหยุดไว้ชั่วคราว
 
 
หลายเดือนผ่านพ้นไป สถานการณ์ฺเริ่มคลี่คลายลง
 
พื้นที่หลาย ๆ แห่งเริ่มแห้งลง
 
ผู้คนหมู่มากเริ่มเดินทางสู่ที่พักพิงอีกครั้ง
 
แน่นอน ผมกลัีบมาหาความฝันในห้องผมอีกครั้ง...
.
.
.
 
แต่ผมกลับจำไม่ได้ว่า ผม Pause ไว้จุดไหน
 
อาหารมื้อล่าสุดที่ผมทำ กลับเป็นผัดมาม่าง่าย ๆ ที่รสชาติไม่ต่างกับการลวดเส้นและคลุกเครื่องปรุงเอาเอง
 
31 ธันวาคม
 
ผมจึงลองทำหมูกะทะ และน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ใคร ๆ ก็ชอบ ขึ้นอีกครั้ง
 
.
.
.
 
"ไม่อร่อย"
 
ผมรู้แค่นั้น...
 
 
 
เกือบปีกว่าที่ผมไม่จริงจังกับความฝันอีกต่อไป
 
ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรอยู่
 
เพียงแต่ผมก้มลงไปมองที่เท้าและพบว่า
 
ผมติดกับดักบางอย่างซะละ
 
 
 
 
 
.
.
.
 
กับดักที่เรียกว่า
 
 
"ความขี้เกียจ"
.
.
.
.
 
 

edit @ 6 Jan 2012 17:15:23 by tunny

"สวัสดีปีใหม่คร้าบบบบ"
 
ช่วงนี้ถ้าไม่ขึ้นต้นด้วยคำนี้คงเชยพิลึก...
 
 
ยอมรับว่าช่วงนี้หาภาพเพื่อบรรยายความรู้สึกไม่ได้เลย
 
 
วันนี้ผมจะสาธยาย สาธตา สาธลุง สาธป้า ให้ฟังดีกว่า ว่าแต่ละครั้งที่จะอัพบล็อค สร้างเอนทรี่ ป้องกันหน้าบล็อค มีกลิ่นเค็ม มันต้องสร้างสรรอารมณ์มากมายแค่ไหน
 
 
 
(ที่จริงมันคืออัพเลวนี้เองงงงง)
 
 
Make the Picture for the Story
 
ชื่อบล็อคผมเป็นแบบนี้...
 
ลองมาแกะดูที่ละพยางค์กันดีกว่า
 
Make (v.) แปลว่า สร้าง ถ้าเป็น (n.) จะแปลว่า การกระทำ เราจะไม่สนใจคำแปลที่เป็นคำนามละกัน
แล้วจะบอกทำไม... อะต่อ
Make ผมใช้เป็นคำว่า "สร้าง" มากกว่าการ "ทำ" สร้างจะต้องใช้เวลา ใช้จังหวะ ใช้ความพยายาม และอื่น ๆ อีกมากมี
ซึ่งในบางครั้ง เวลามี จังหวะไม่ให้ ความพยายามยังไม่ต้องพูดถึง
และบางครั้ง เวลาไม่มี จังหวะเริ่มมาละ ความพยายามยังไม่โผล่
และบางครั้ง เวลา่ไม่มี จังหวะไม่เห็น ความพยายามก็หมด
และบางครั้ง เวลาพร้อม จังหวะพร้อม แต่ขี้เกียจ...
 
สรุปคือขึ้นกับความขี้เกียจหรือไม่ ล้วนๆ (ลำบากนะ)
 
 
the Picture (n.) แปลว่า รูปภาพ ในที่นี้ผมหมายถึงภาพที่มีความหมาย ภาพที่จะสื่อเรื่องราวต่าง ๆ ได้
ถ้าผมเห็นสถานที่หรือสิ่งที่สวยงาม ผมมักชอบเก็บภาพ ซึ่งแน่้นอนว่า ถ้าผมไม่สามารถดึงเรื่องราวออกมาได้ ผมจะลบโดยไม่ลังเล นั้นหมายความว่า ถ้าผมไม่สามารถดึงเรื่องราวออกมาได้่ ผมจะไม่ถ่ายรูปนั้น
ทำให้ในบางครั้งผมเดินตามหาเรื่องราวมากกว่าตามหาภาพที่จะภาพ
และหลายครั้งที่เพื่อน ๆ ขอให้ผมใช้มือถือที่ยังผ่อนไม่หมดถ่ายรูปหมู่ให้ ผมมักจะแกล้งทำเป็นไม่ถ่าย Foot in mouth
 
สรุปคือถ้าผมไม่อาร์ตพอก็จะไม่ถ่ายรูป (ลำบากนะ)
 
 
for (prep.) แปลว่า สำหรับ ผมถ่ายรูปเพื่อสร้างสรรเรื่องราว เพื่อเล่าสู่กันฟังในมุมมองเล็ก ๆ ผ่านเลนส์กล้องมือถือเล็ก ๆ มุมมองที่สื่อสารเรื่องราวที่อยู่ทั่วไปในรอบตัวเรา
ใน Stock รูปภาพของผม หรือใครจะเรียกว่า Gallery ก็แล้วแต่ Surprised
มีรูปที่ผมเคยเล่นไว้ใน Multiply มากมาย บางทีก็อยากจะเอาออกมาเล่าให้ใคร ๆ ฟัง แต่บางครั้ง...
มันไม่แน่ใจว่า "สำหรับ" อะไร
นั้นทำให้หลายครั้งต่อให้ผมมีรูปที่ "คิดว่า" จะมีเรื่องราวแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่ารูปนั้น "สำหรับ" อะไร หรือเพื่อสิ่งใด
เอนทรี่ก็ไม่เกิด
 
สรุปคือถ้าผมไม่มีเหตุผลที่ดีพอในการเขียน เอนทรี่ก็จะแถขึ้นเรื่อย ๆ (ลำบากนะ)
 
 
the Story (n.) แปลว่า เรื่องราว อย่างที่ผมเคยบอกไว้ในหลาย ๆ เอนทรี่...
ผมชอบใช้คำว่า "เรื่องราว" ในการพูดอะไรซักอย่าง หรือเขียนอะไรซักอย่าง
"เรื่องราว" "เรื่องราว" "เรื่องราว"
แต่ละคนย่อมมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน ทั้งที่สร้างขึ้นเอง หรือจินตนาการขึ้นเอง หรือจากประสบการณ์คนอื่น ก็แล้วแต่
ผมว่านั้นคือสิ่งที่ไม่มีใครเหมือนกันตามแต่การรับรู้ แต่สิ่งอัศจรรย์คือ เราสามารถสร้างร่วมกันได้
ผมหลงไหลใน "เรื่องราว" เหลือเกิน
ด้วยเหตุผลแค่ "มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมักมีเิอกลักษณ์เสมอ" ไงละ
แต่บางครั้ง เรื่องราวก็มากเกินจนเรื่องที่ 1 ถูกกลบโดยเรื่องที่ 2 และก็ถูกทำให้หายไปโดยเรื่องที่ 3 และต่อไป
 
สรุปคือถ้าผมไม่ลืมเรื่องราวที่จะเล่านั้นเอง (ลำบากนะ)
 
 
 
และนั้นคือเหตุผลของ Make the Picture for the Story
.
.
.
 
รอดไปอีกเอนทรี่ และสัญญาว่าจะกลับมาอาร์ตให้เร็วที่สุด
แถไปหลายละ
 
อ่ะ ไปทำบุญมาเลยเอาวัดมาฝาก เอามาทั้งวัดเลยจะได้บุญกันเยอะ ๆ
 
 
 
 
สาธุ ปีใหม่ ทุกท่านนนครับบบบบ
.
.
.

edit @ 3 Jan 2012 16:54:15 by tunny

edit @ 3 Jan 2012 16:54:46 by tunny

edit @ 3 Jan 2012 16:55:58 by tunny

"ขอบคุณ"..คำพูดไม่รู้จบ

posted on 30 Dec 2011 13:58 by tunnylifehere
วันนี้เป็นวันที่อัพบล็อคได้อย่างเร่งรีบที่สุดในโลกเลยทีเดียว
 
จากเอนทรี่ก่อน (อีกแล้วว)
 
ผมได้เขียนถึงช่วงเวลาที่หายไปของผม...
 
ผมได้เขียนถึงกลุ่มคนกลุ่มนึงที่พบเจออยู่ใน twitter
.
.
.
"Twitteen"
 
ในช่วงเ้วลาที่กล่าวถึงผู้คนที่น่ารักกลุ่มนี้
 
ผมพยายามคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ตามอ่านเรื่องราวของพวกเค้า
ได้ตามสิ่งที่คุยกัน
 
แล้วจึงกลั่นออกมาเป็นความรู้สึกเล็กๆ เปลี่ยนเป็นตัวหนัีงสือใหญ่ๆ
 
หลังจากที่เอนทรี่นั้นได้ออกไป...
 
.
.
.
.
 
ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณ
ขอบคุณจริงๆ
 
 
บอกตามตรง...
 
ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับคำขอบคุณอย่างจริงใจขนาดนี้
 
ผมเพียงแต่เขียนเพราะอย่างบอกสิ่งดีๆ ถึงใครบางคนที่ผ่านเข้ามา
 
แต่ผมกลับได้สิ่งที่มีค่ามามากมาย
 
 
...
 
ผมนั่งมองคอมเม้นเหล่านั้นหลายวันทีเดียว
 
ผมคิดว่าคนเรามักเขียนหรือบอกเล่าเรื่องราวจากจินตนาการ ซึ่งชีวิตจริงจินตนาการนั้น...ไม่มีจริง
 
 
ผมว่าคำพูดของคนเรานั้นสำคัญมา่กนะ หากวันนั้นผมเขียนเอนทรี่เหล่านั้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นจริง
 
วันนี้คงมีแต่้ึความรู้สึกผิดให้คำตอบกลับทั้งหลาย
 
 
อยากจะฝากไว้สำหรับปีใหม่ที่จะมาถึง
 
เรื่องคำพูดของคนเราสมัยนี้มักออกมาจากปากกันมากกว่าที่จะออกมาจากใจ
 
คนเราสักแต่พูด แต่ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวความจริงใจที่ควรจะมีให้กันบ้าง
 
 
เมื่อลั่นวาจาผ่านกล่องเสียงออกมาแล้ว คำพูดจะเป็นนายเสมอ
 
ฉะนั้นแล้วเราคงต้องมานั่งคิดทีหลังว่าเราพูดอะไรออกไปบ้างงง
 
นะฮ๊าฟฟฟฟ
...
 
ขอสั้นๆ รีบๆ นะเอนทรี่นี้
 
 
จนกว่าจะโดนธนูปักที่เข่า..
 
เจอกันหลังปีใหม่นะคร้าบบบบบ
 
 
 
 
 
สวัสดีปีใหม่ทุกคนทุกท่าน
.
.
.
 

edit @ 30 Dec 2011 14:41:52 by tunny

edit @ 30 Dec 2011 14:52:22 by tunny

เพียงไม่กี่วันที่หายไป...

posted on 27 Dec 2011 15:12 by tunnylifehere
ได้กลิ่นอะไรไหม...
.
.
.
.
.
 
 
กลิ่นเค็มมมมไงเล่าาาาาาาEmbarassed
 
 
 
"กลับมาแล้วววขอรับ"
 
หลังจากประกาศไปอย่างชัดเจน
 
 
....สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าผมประกาศอะไรไป รบกวน "จิ้มๆ"
 
 
ใครที่รู้กันแล้วววก็เดินทางกันต่อเลยยยย
.
.
.
 
บางคนคงมีคำถามว่าผมหายไปไหนมา ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่อง ทำไมต้องมีประกาศให้เป็นเรื่องเป็นราว
 
และหลายคนคงคิดว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกะพวกตรู...
 
ใช่แล้ววววว หลาย ๆ คน คิดถูกกก Foot in mouth
 
มันไม่เกี่ยวกับหลายๆคนเลย
การหายไปครั้งนี้ เพียงไม่กี่วัน แต่มันสำคัญกับผม
 
ผมคิดและตัดสินใจบางอย่างเอาไว้ แน่นอนมันเกี่ยวกับ "การเดินทาง" ที่ผ่านมา
.
.
.

อย่างที่เคยเล่าให้ฟัง "แรงบันดาลใจ" ของผมมักมาจากเรื่องที่ไม่ค่อยจะน่ายินดีเท่าไร
 
แล้วคุณคิดว่า ผมจะเขียนเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องราวที่ไม่น่ายินดีได้นานเท่าไรกันละ
 
 
ช่วงเวลาที่หายไป เพียงไม่กี่วัน ผมได้มีโอกาสรู้จักผู้ร่วมเขียนบล็อคหลาย ๆ ท่าน
อาทิเช่น
.
.
 
 
คุณ itymtakhang
 
ชายหนุ่มที่มีความฝันในการต่อยแมวให้ได้ทุกตัว และมีแนวคิดที่ยากจะนึกตามทัน
 
ไอติมทำให้ผมนึกถึงโลกที่แมวพูดได้ และแก้วสีชา ที่ร้องเรียกให้เข้าไปหยิบจับทุกครั้งที่เดินผ่าน
 
โลกของไอติมช่างเหมือนความฝัน... ผมหมายถึงเพ้อฝันน่ะ เพ้อเวลาฝัน แนว ๆ นั้นละ บางครั้งผมพยายามหา
 
มุมมองเศร้า ๆ ของเค้า แต่ผมกลับได้รอยยิ้มกลับมาหลังจากอ่านเรื่องราวของเค้าทุกครั้งไป...
 
ไอติม...สามารถสรรหาดัดแปลงเนื้อเัพลงที่ช่างไม่เข้ากับเนื้อหาจริงๆ แต่เรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ ถึงแม้ผมจะ
 
นั่งนึกว่ามาจากเพลงไหนก็เถอะ..
 
 
...ทุกวันนี้ผมติดการแต่งเพลงมั่ว ๆ มาจากท่านติมไปซะละ
 
 
 
 
 
คุณ Ko_ikay
 
คุณครูที่ทำให้ผมรู้จักสรรหามุมสนุกในที่ทำงาน และรู้จักทักทายผู้อื่นก่อน...
 
เฮ้ยยย ไม่ตลกน่าาา... เชื่อไหมละ ผมทักใครก่อนไม่เิป็น ผมเคยนั่งนับว่าผมมีเพื่อนรอบตัวซักกี่คน
 
นั้นละ... คุณก้อยสอนให้เห็นถึงความสำคัญของคนไม่รู้จักกัน ทำเห็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็น...
 
"การตอบกลับจากปลายทางที่ไม่มีชื่อ" มหัศจรรย์ใช่ไหมละ
 
และผมยังรู้อีกว่า หลังระนาดอะ นอนได้...
 
 
 
 
 
คุณ Boymang
 
ถ้าพูดว่า ไก่ ไข่ ควาย และ งู น่าจะนึกออกทุกคน Cool
 
เด็กหนุ่มที่วาดรูปได้เป็นเอกลักษณ์มากมาย ไก่ ไข่ ควาย และ งู สอนให้ผมเห็นมุมมองที่หักมุมเสมอของเรื่องราว
 
ของชีวิต...
 
อีกมุมหนึ่งของผู้สรรสร้างสัตว์ 3 สหาย และที่ยังไม่เกิดอีก 1 (ไข่) นั้น ผมพยายามเข้าถึงตัวอักษร 140 ตัว ที่เค้า
 
บรรจงร่ายออกมา ทำให้ผมเห็นว่าโลกนี้มันน่าอยู่จริง ๆ
 
บอกตรง ๆ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ผมชอบแอบอ่าน twitter ของ Boymang จริง ๆ
 
...ยิ่งเมื่อเค้าได้ทวิตคู่กับ towhubod อะนะ ผมตามยิ่งกว่า ขายหัวเราะอีก Embarassed
 
 
 
 
 
คุณ Towhubod
 
หลังจากที่ได้อ่านเอนทรีของน้องคนนึง littleffrog ผมก็สงสัยมาตลอด...
 
เด็กคนนึง ที่มักเรียกตัวเองว่า "ผม" สรุปเค้าเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง
 
อย่างไม่รอช้า ผมรีบตามหา twitter เพื่อแอดไปทันใด...
 
ปริศนาต่าง ๆ เริ่มไขกระจ่าง ผมรู้จักเต้าหู้บดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้เพิ่มมาอีก นั้นทำให้ผมเสียความมั่นใจ
 
ไปเลยทีเดียว... ชื่อปู่ก็เดิมพันไม่ได้ละทีนี้ Foot in mouth
 
เต้าหู้บด ทำให้ผมรักการอ่านมากขึ้น ผมมักเป็นคนที่มองตัวหนังสืออย่างผ่าน ๆ แล้วจึงสรุปเป็นความเข้าใจของ
 
ตัวเอง จนผมเจอเรื่องราวของ เต้าหู้บด ผมนั่งอ่านจนทุกตัวอักษรจริง ๆ
 
 
 
 
คุณ Bluzyopal
 
ต้องยอมรับว่าเป็นคนหลัง ๆ ที่ผมแอด Fav ไว้ เมื่อเทียบกับท่านอื่น ๆ ข้างต้น..
 
ไม่ใช่ว่าเรื่องราวที่ไม่ดี หากแต่ผมเองที่ไม่ดี ที่ไม่เคยเข้าไปอ่าน
 
ยามที่ได้รู้จักตัวหนังสือในหน้าเว็บของ Bluezyopal จากเรื่อง "สิ่งที่ฉันเป็น" ทำให้ผมนั่งอ่านเรื่อง "สิ่งที่ฉันเป็น"
 
ต่อ หลังจากนั้น ผมก็อ่าน "สิ่งที่ฉันเป็น" ต่อ...
 
นั้นละ อ่านไม่ผิดหรอก ผมนั่งอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นเรื่องราวในอดีตของตัวเอง เลยทีเดียว
 
Bluezy ทำให้ผมเห็นอดีต ที่ผมลืมไปแล้ว เธอทำให้ผมอยากกลับไปโทรหาเพื่อนเก่าที่หายไปนานแล้วจัง...
 
 
 
 
 
คุณ Littleffrog
 
สิ่งที่สะดุดตาที่สุด เมื่อครั้งแรกที่เห็น... "เด็กผู้หญิงสวมหมวกกบสีเขียวใบโต"
 
ช่างเป็นดิสเพลที่น่้ารักกระไร... เด็กสาวที่เขียนเรื่องราวได้มหัศจรรย์เหลือเกิน
 
"Twitteen" เป็นเหมือนก้าวแรกที่ทำให้ผมรู้จักท่านทั้งหลายที่กล่าวไป
 
จะว่าไป "กบน้อย ๆ" คนนี้แหละที่เปิดโลกที่มืด ๆ ของผม
 
โลกที่ใช้เรื่องราว เศร้า ๆ เหงา ๆ เป็นแรงให้ชีวิตเดินต่อไป
.
.
.
.
 
 
ผมตัดสินใจหายไปเพียงไม่กี่วัน เพียงเพื่อกลับไปครุ่นคิด ถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
 
ผมควรจะเิดินไปทางไหนดี ผมหลงทางอยู่พักนึง
 
ณ เวลานี้ผมก็ไม่รู้คำตอบหรอก เพียงแต่ผมเริ่มเห็นทางเล็ก ๆ ที่ผมเลือกแล้วละ
 
 
และเมื่อเช้านึงที่ผมมองไปที่ท้องฟ้า มันจะเริ่มสดใสขึ้นเสมอ
 
 
 
 
ขอมอบภาพนี้แด่บุคคลที่ผมกล่าวถึง และทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้
 
สุขสันต์วันคริสต์มาสย้อนหลัง
 
ขอให้อรุณยามเช้าส่งให้จิตใจเบิกบานเรื่อยไป
 
สาธุ
.
.
.
 
ปล. แจก twitter ซักหน่อย @tunnyny ตามไปคุยกันให้สนานกันได้นะครับบบบ

edit @ 27 Dec 2011 16:55:46 by tunny

ชัดเจน..

posted on 23 Dec 2011 11:27 by tunnylifehere

.

.

.

 

กำลังดองบล็อค


.

.

.

.

 

"ชัดเจน"
 

.
.
.

 

edit @ 23 Dec 2011 11:31:23 by tunny

หลังจาก Entry ที่แล้ว.. [จิ้มๆ]
 
ก็ติดใจการเขียน How to จนได้
 
รู้สึกว่ามันยังไม่้หมดยังไงไม่รู้ ยังมีสิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังอีก..
 
 
ฉะนั้นๆๆๆๆ
 
มาเริ่ม How to ที่เหมือน How กรู กันอีกสักครั้งจะเป็นไรไป Surprised
 
ว่าด้วยเรื่อง...
.
.
.
การถ่ายภาพให้ได้ใช้เทคนิค
 
คราวที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึงวิธีการถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่ายไปแล้ว
สำหรับครั้งนี้จะขอว่ากล่าวเกี่ยวกับเทคนิคดูบ้างงง
 
 
หากพูดถึงเทคนิคที่ใช้ในการถ่ายรูป ผมว่าคงมีมากมาย แล้วแต่ท่านๆ จะจินตนาการกันไป
ใส่ฟิวเตอร์บ้าง ใช้แสง เงา แปลงเป็นลูกเล่นต่างๆ บ้าง
...
 
งั้นเรามาแบ่งปันเรื่องราวกันเลยดีกว่า
 
(อะๆ เทคนิคบางอันก็คิดเองนะ อย่าดราม่าๆ)
 
 
 
(1) เทคนิคจุดสมดุล
 
อย่างที่ได้เคยบอกไปในกฏ 9 ช่องของเอนทรี่ที่แล้ว การวางวัตถุที่สนใจไว้ในตำแหน่งต่างๆ จะทำให้ได้ภาพและเรื่องราวที่น่าสนใจ
 
อะ แล้วเทคนิคจุดสมดุล เป็นอย่างไรละนี้..
 
เสน่ห์ของภาพคือ เรื่องราว เอกลักษณ์ของภาพ ภาพเอียงซ้าย ภาพเบี่ยงขวา จะให้สิ่งที่เรียกว่าเรื่องราว
 
หากแต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ การถ่ายรูป ณ จุดสมดุล
 
จุดสมดุลคืออะไร....
ซ้ายขวาเท่ากัน บนล่างเท่ากัน
สำหรับผมคือการถ่ายภาพที่ทำให้ รู้สึก สมดุลมากกว่า เพราะฉะนั้นจุดสมดุลของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน
 
 
 
สมดุลในเรื่องราว
หรืออาจสมดุลในเส้น แสง
 
 
นึกออกใช่ไหมครับ
 
.
.
นี้ละการใช้เทคนิคสมดุลในภาพ
 
 
 
(2) หน้าชัดหลังเบลอ
 
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักวิธีการถ่ายภาพแบบนี้
ถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอ หมายถึงการถ่ายให้ตัวแบบมีความคมชัด และละลายรายละเอียดพื้นหลังออกไป
 
บางคนอาจบอกว่าถ่ายหน้าเบลอหลังชัด ทำง่ายกว่าเยอะ.. ก็ว่ากันปายย Cry
 
การที่จะทำให้หน้าชัดหลังเบลอนั้น มาจากหลายวิธีการด้วยกัน ดังนี้
 
         - ช่วงเลนส์ หมายถึงระยะของเลนส์ที่ใช้ถ่ายนั้นเอง เลนส์ที่มีช่วงยาวๆ และเลนส์ fix จะให้ภาพที่ละลายหลังได้ดี
 
(คำว่า ละลาย หมายถึง อาการที่ฉากหลังตัวแบบ เบลอจนแถบไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนนั้นเอง)
 
 
 
ตัวอย่างเลนส์ เช่น เลนส์ 70-300 เลนส์ 55-200 เลนส์ fix ทั้งหลาย
เหตุที่เลนส์ fix สามารถให้การละลายหลังได้ เนื่องมาจากเลนส์ fix จะจับภาพได้แค่ระยะเดียว ทำให้ระยะอื่นๆ เบลอไปหมดไงละ
 
ลองนึกภาพแบบนี้
 
ถ้าเรามองไปที่ตัวแบบซึ่งยืนห่างจากเรา 2 เมตร จ้องไปที่ตัวแบบ ฉากหลังที่อยู่ห่างออกไปซัก 5 เมตรจะเบลอๆ
เอาใหม่ๆ
ถ้าเรามองไปที่ตัวแบบซึ่งยืนห่างจากเรา 2 เมตร จ้องไปที่ตัวแบบ ฉากหลังที่อยู่ห่างออกไปซัก 30 เซนติเมตร จะไม่เบลอเท่าไร
แบบนี้แหละครับที่เรียกว่า Out of Focus นั้นเอง
(อ่อ สายตาเราเปรียบได้ที่ เลนส์ระยะ 50mm ครับ ประหนึ่งเลนส์ fix ชนิดหนึ่งแหละครับ)
 
 
         - ระยะระหว่างตัวแบบและฉากหลัง อีกหนึ่งวิธีที่ทำให้หน้าชัีดหลังเบลอได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าตัวแบบอยู่หน้าฉากหลังที่เป็นภูเขาทั้งลูก แล้วจะเบลอได้นะครับ
 
 
 
 
สรุปคือ ถ้ามีเลนส์ที่เหมาะสม ก็ทำได้ แต่ถ้าไม่มี ระยะที่เหมาะสมก็สามารถครับ
 
 
 
 
(3) โบเก้ (Bokeh)
 
เทคนิคโบเก้ (Bokeh) เป็นวิธีการเล่นกับแสง ซึ่งไม่ใช่แสงที่มีความสว่างมากเกินไป โดยมากมาจากแสงที่ "เล็ดรอด" ออกมาจากวัตถุใดๆ
 
คำว่า Bokeh มีที่มาจากภาษาญี่ปุ่น Boke แปลว่า เบลอ (Blur) นั้นละ
ความจริงหลักการจะไม่ต่างกับการทำหน้าชัดหลังเบลอเท่าไรนัก เพียงแต่ฉากหลังจะประกอบด้วย "แสง" มาช่วยเล่นให้เกิดอาการโบเก้ นึกถึงภาพที่ฉากหลังตัวแบบมีแสงกลมๆ เหมือนจตุคามอะ
 
นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ ได้อีก เช่น การถ่ายเล่นกับดวงไฟ แบบนี้
 
 
 
 
 
ง่ายไหมละ บางทีถ่ายให้เบลอก็ง่ายกว่าถ่ายให้ชัดอีกนะ
คราวหลังถ้าใครมาทักว่าภาพไม่ชัดก็บอกไปว่า
 
"นายไม่เข้าใจเราหรอก เราอาร์ต" แล้วยืดออกเดินออกไปจากวงอย่างช้าๆ
.
.
.
 
 
 
เป็นอย่างไรบ้าง กับเทคนิคง่ายๆ ในการถ่ายภาพ
ลองไปประยุกต์ใช้ดูนะ
 
สุดท้าย ภาพที่ออกมาจะสวย หรือไม่
จำไว้ว่า
.
.
.
 
"นายไม่เข้าใจเราหรอก เราอาร์ต"
.
.
.
 
 

edit @ 19 Dec 2011 16:41:49 by tunny

How to: ถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่าย

posted on 16 Dec 2011 13:38 by tunnylifehere
เรื่องมันมีอยู่ว่า อยู่ๆ ก็อยากจะเขียนอะไรที่ออกแนว How to ดูบ้าง
 
อย่าชักช้า พีรี้พีไร กันเลยดีกว่า
 
วันนี้ขอเสนอ...
.
.
.
 
"How to" ถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่าย
.
.
 
 
Foot in mouth
 
เข้าเรื่องๆ...
 
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเคยถูกถามว่าจะถ่ายรูปอย่างไรให้สวย
ผมก็เลยร่ายทฤษฎีที่คิดขึ้นมาให้หัวตอนนั้นออกมาซะหมดเลย
 
เรียกว่าคุยกันเป็นวัน
 
การถ่ายภาพจริงๆ แล้วคงไม่ต่างอะไรกับการมองและบอกเล่าความทรงจำออกมา
 
ผมมักพูดเสมอว่า การถ่ายภาพให้คิดว่า เราอยากจะบอกอะไร และอยากให้ภาพนั้นสื่ออะไร
ถ้าพร้อมแล้วเรามาปรับอะไรกันนิดหน่อย
 
เปรียบดวงตาให้เป็นช่องมองภาพ
เปรียบสมองให้เป็นตัวประมวลผล
เปรียบนิ้วชี้ให้เป็นตัวลั่นชัตเตอร์
 
เอาละนะ
.
.
.
 
(1) กฏ 9 ช่ิอง
 
หลักการนี้ใช้การได้เสมอ ใครจะคิดว่าถ่ายรูปยังปล่อยให้มีเส้น (Grid Line) อยู่อีกหรอ ว้ายๆ..
 
อย่้าครับ อย่าได้แคร์ การถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่ายต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่เหมาะสมเสมอ
เพียงแค่คุณๆ นำภาพที่ต้องการ นำวัตถุทีี่ต้องการถ่ายไปไว้ที่ช่องใดช่องหนึ่ง ขยับพื้นที่ว่างให้เกิดเรื่องราว
นั้นละๆ ลองเปลี่ยนไปไว้ช่องอื่นๆ บ้่าง
 
ไม่ยากใช่ไหมละ "จัดวางองค์ประกอบให้ลงตัวที่ช่องว่าง" ที่บอกไป นี้ละกฏ 9 ช่อง
 
 
(2) แสง เงา
 
คงเถียงไม่ได้ว่า แสง มีความสำคัญในการถ่ายภาพมากทีเดียว
บางครั้งแสงจ้ามากเกินไปก็มีผลให้ตัวแบบสว่างเกินไป
เช่นเดียวกันเมื่อแสงไม่พอ ตัวแบบก็คงไม่เห็นรายละเอียด
 
Concept ง่าย ๆ อย่าถ่ายภาพตอนเที่ยง กร๊ากกกกก Foot in mouth
 
 
แสงที่เหมาะสมคือช่วง 8.00-10.00 เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายรับวิตามินดี ได้ดีที่สุด
ช่วยให้ตัวแบบมีผิวพรรณผ่องใส
 
แสงช่วยในการมองเห็นวัตถุ เงาจึงช่วยให้วัตถุน่าค้นหา
 
 
ซึ่งการที่เราจะเล่นกับแสง เราจึงควรรู้จักธรรมชาติของแสงซะก่อน
อย่างแรก แสงจะตกกระทบใส่ทุกสิ่งทุกอย่าง แน่นอน ไม่เลือกชนชั้น
อย่างที่สอง แสงจะไม่ผ่านวัตถุทึบแสง แต่จะผ่านวัตถุโปร่งแสงได้ นั้นหมายความว่า เราสามารถหาวิธีลดแสงให้เบาลดได้ยังไงละ
แหล่งแสงธรรมชาติมักจะควบคุมควา่มแรงของแสงไม่ได้ ช่างภาพส่วนใหญ่จึงหันไปพึ่ง Reflex นั้นเอง
 
อุปกรณ์ที่บดบัง สะท้อน ลดกำลังของแสงได้ตามใจปรารภนา และสามารถคลายร้อนได้อีกต่างหาก
 
ดังนั้นในการถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่ายนั้น เราจึงควรทำการวัดแสงก่อนที่จะลั่นชัตเตอร์
 
โดยทั่วไปกล้องจะทำการวัดแสงให้อัตโนมัติ แต่บางคนก็ชอบวัดแบบ อัตโนนาโถ มากกว่า Laughing
 
หากกล้องจับได้ว่าภาพหรือวัตถุมีึความมืด กล้องจะปรับให้สว่าง
และหากสว่างกล้องจึงจะปรับภาพให้มืดลงตามความเหมาะสม
 
จุดที่น่าสนุกคือ เราจะหาจุดที่เหมาะสมในการวัดแสงได้อย่างไีร
 
 
 
คิดง่ายๆ จุดที่หลบแสงนั้นละ ไม่สว่างเิกิน ไม่มืดเกิน โดยมากถ้าเป็นถ่ายบุคคลก็จะอยู่บริเวณใบหู ที่มีผมปรกๆไง
แต่ถ้าเป็นภาพวิวก็จะอยู่ตรงพื้นที่สีเขียวๆ สีน้ำตาลๆ...
 
ใช่แล้วละ ต้นไม้ทั้งหลายไง
 
ที่จริงผมก็ไม่ใช่กูรูอะไรหรอก แต่อาจจะแค่เดาๆ มากกว่านะ
ผมว่าสีเขียวเป็นสีที่กลางๆ ระหว่างท้องฟ้าที่มีสีฟ้า กับส่วนพื้นที่มีสีเทาบ้าง สีน้ำตาลแดงบ้าง
 
และรายละเอียดส่วนนี้ละที่เราต้องการ
 
 
ทั้งนี้แสง เงา ที่เหมาะสม อาจขึ้นอยู่กับลักษณะภาพและสายตา รสนิยมของผู้ลั่นชัตเตอร์มากกว่าเนาะ
 
 
(3) มุมมอง
 
กล่าวถึงการนำเสนอที่น่าสนใจ คงไม่พ้น มุมมอง
แต่ละคน ย่อมมีความคิด และความสนใจไม่เหมือนกัน มุมมองจึงแตกต่างกัีนไป
นี้ละ เสน่ห์สำคัญในการถ่ายภาพ
 
มุมเงย มุมกด มุมหลบ มุมเฉียด มุมเบลอ Sealed
 
ท่าทางจึงมีผลต่อภาพที่ได้เสมอ
คราวหลังอย่าไปนึกตลกคนที่ทำท่าทางแปลกๆ ตอนถ่ายนะ บางทีภาพที่ได้อาจสวยกว่าที่เราถ่ายก็ได้ Cry
 
 
(อย่างเช่น นอนถ่ายSmile)
 
 
สิ่งสำคัญในการถ่ายภาพให้ได้ภาพถ่าย สามารถอัดมาโชว์ฝาบ้านได้ก็มีประการฉะนี้แหละ
 
"องค์ประกอบที่เหมาะสม ณ มุมมองที่แปลกตา และแสง เงาที่แปลกใจ"
 
เท่านี้ มุมมองธรรมดาๆ ก็สวยได้อย่างที่ใจต้องการละ...มั้ง
 
.
.
 
เฮ้อ เกือบถอดใจละ กับการเขียน How to มั่วๆ ครั้งแรก
 
 
เจอกันเอนทรี่หน้าคร้าบบบ
.
.
.
 

edit @ 16 Dec 2011 15:45:31 by tunny

ฟิวเตอร์ของฉัน...

posted on 13 Dec 2011 15:32 by tunnylifehere

เริ่มด้วย แสงแดด…

 

 

ท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตา แต่กลับคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

 

แสงแดดยามที่ไร้สิ่งใดบดบัง มันช่างร้อนเกินจะทนไว้

เว้นแต่วันนี้เท่านั้น

 

 

อุณหภูมิที่ลดต่ำลงในเพลาแรกแย้มของดวงตะวัน ช่วยให้เกิดไออุ่น...

 

ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างมีปลายทางของตน

.

.

.

 

 

 

ทางเดินสู่สายหมอก... ที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครแห่งนี้

 .

 

 

 

เริ่มด้วย สายลม...

 

 

 

 

จ้องมองในเส้นทางที่สายตา่เดินทางสูงขึ้นไป

 

ต้นไม้ใบหญ้า ไกว่แกว่ง เสียดสี ส่งเรื่องราวเป็นเสียงดนตรี ด้วยทำนองแห่งธรรมชาติ...

 

ความไพเราะ... รับรู้ได้ด้วยใจเท่านั้น

 

 

แสงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนสู่จุดที่ทำให้สายเงาสั้นที่สุด

 

หากแต่ใจคนเรากลับลึกเกินคณา

 

 

 

ช่วงเวลาดังกล่าว ผมไ้ด้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับคำถามที่ตัวเองชอบคิดปรุงแต่งขึ้นมา

ปราศจากอคติ ไม่มีอิทธิพล ไม่มีสิ่งใดเร้นกายสู่ความคิดได้

 

 

ผมเลือกร้านอาหารที่คนน้อยที่สุึด เพื่อที่จะได้ใช้เวลาในการเป็นอยู่อย่างที่ใจต้องการ

ขณะที่ความคิดเริ่มทำงาน สายตาเริ่มหาสิ่งที่น่าสนใจ

 

สิ่งหนึ่งที่ดึงให้ลงสู่ความสงบบางอย่าง... ผมว่าร้านนี้น่าสนใจทีเดียว..

 

ที่จริง.. มันก็เป็นร้านธรรมดานั้นละ

 

 

ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น และอาหารตามสั่ง

 

 

 

จัดวาดโต๊ะสีน้ำเงินในพื้นที่คับแคบ เก้าอี้พลาสติกสีแดง กำแพงประดับ.. เอ่อ น่าจะเรียกว่าแปะมากกว่า

กำแพงแปะด้วยสติ๊กเกอร์เมนูที่ได้มาจากน้ำอัดลมสีดำ ขาดบ้าง เลือนบ้าง แต่ผมว่าคงไม่มีใครสนใจเท่าไร

 

 

จานแล้วจานเล่าถูกส่งสู่โต๊ะที่มีชายหญิงแต่งตัวภูมิฐานนั่งจับจอง พูดคุย แลหัวเราะ

 

 

 

แล้วสิ่งที่น่าสนใจน่ะหรอ... ใจเย็นสิ

 

 

ในการถ่ายภาพ ผมชอบที่จะมอง คิด และจินตนาการ ถึงสิ่งที่จะได้เมื่อผมอยู่หลังม่านชัตเตอร์

มุมมอง สีัสัน แสงเงา องค์ประกอบ เรื่องราว ตลอดจนบทสนทนาที่ใส่เข้าไป

 

ผมจะดึงความน่าสนใจในเรื่องราวภายใต้กรอบสีเหลี่ยมออกมาได้อย่างไรนะ

 

 

ร้านที่มีสีสันสดใสด้วยโต๊ะ เ้ก้าอี้ สติ๊กเกอร์ ผู้คนแต่งตัวดี ๆ เช่นนี้

 

 

บางทีหากลองใส่ฟิวเตอร์ให้การมองเห็นดู ก็พบว่ามันมีอารมณ์บางอย่างซ่อนอยู่เสมอ

 

 

 

.

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

.

.

ผมสังเกตเห็นความธรรมดาของผู้คน...

 

 

การรอคอย

รอยยิ้ม

ความหวัง

ความเหนื่อยหน่าย

แน่นอนตอนเที่ยงต้องมีความกระหายด้วยสิ...

 

 

ตำแหน่งที่ผมชอบนั่งรอความคิดมักจะเป็นมุมแคบ ๆ ข้างตู้เย็นที่เจ้าของร้านใช้เก็บวัตถุดิบนั้นละ

จริง ๆ นะ วันใดที่มีคนไปนั่งตรงนั้น ผมคงไม่เข้าไปที่ร้า่นเป็นแน่

 

 

จะว่าไปผมมีที่ประจำเยอะแหะ

 

เบาะหลังคนขับในรถตู้

เก้าอี้ในสุดของร้านเคเอฟซี

โต๊ะใต้ต้นไม้ที่มีลมพัดมากที่สุด

 

 

กลับมาที่ร้านอาหารนะ โดนผมพาหลงทางอีกแล้วสิ..

 

 

ผมเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนึง เธอนั่งอยู่ตรงนั้น เป็นเวลาหนึ่งละั

 

น่าแปลกใจที่ผมไม่เห็นตอนที่เธอเดินเข้ามา

 

 

จะว่าไปคนเราจะจำเรื่องราวตอนเริ่มได้ซักแค่ไหนกัน

 

เวลาพักของคนเหล่านี้คงไม่เกิน 1 ชั่วโมง หากแต่ทว่า เธอใช้เวลาไปกว่า 15 นาทีแล้วสิ

 

อาจจะเพื่อ "รอ"

 

คงโชคดีของเธอ ที่การรอครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานนัก

 

 

 

 

ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารตามสั่งนะ ที่เธอเลือก..

..ว่าแต่มันเกี่ยวอะไรกับผมละ

 

 

 

 

การรอคอยอาจจะมีเส้นทางที่ไม่สวยงามนัก

แต่ปลายทางมันทำให้เรายิ้มได้เสมอน่ะสิ

 

 

 
.

ที่สำคัญผมว่าผมเลือกฟิวเตอร์ได้ดีเหมือนกันนะเนี่ย

.

.

.

 

edit @ 14 Dec 2011 10:21:34 by tunny

edit @ 14 Dec 2011 10:24:39 by tunny